Home > QuickNote > เมื่อกราฟิกชิปประกาศสงครามกับซีพียู


เมื่อกราฟิกชิปประกาศสงครามกับซีพียู

ในช่วงเดือนเมษายนที่มีอากาศร้อนๆ มันก็มีข่าวร้อนๆ ออกมา โดยเป็นการปะทะกันระหว่างเอ็นวิเดียผู้ผลิตกราฟิกชิปกับอินเทลผู้ผลิตซีพียู ซึ่งเรื่องราวย่อๆ ก็มีอยู่ว่าในขณะที่เทคโนโลยีการประมวลผลเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงไป ผู้ผลิตซีพียูอย่างอินเทลก็กำลังจะก้าวเข้าไปแย่งชิงพื้นที่ของกราฟิกชิป (ซึ่งจริงๆ ถ้านับพวกกราฟิกชิปแบบออนบอร์ดด้วยอินเทลก็ถือเป็นผู้ครองอันดับหนึ่งของโลกอยู่แล้ว) ส่วนผู้ผลิตกราฟิกชิปก็เลยต้องตอบโต้ด้วยการบอกว่าซีพียูแรงๆ ไม่ได้ให้ความคุ้มค่าของเม็ดเงิน ประหยัดเงินค่าซีพียูแล้วมาลงทุนกับกราฟิกชิปดีกว่า

ซึ่งข่าวดังกล่าวไม่ได้เป็นเพียงแค่ข่าวต่างประเทศที่ผมไปอ่านเจอเท่านั้น แต่ว่าเมื่อไม่นานมานี้ในงาน nTrain Partners Seminar Thailand เมื่อวันที่ 23 เมษายน ที่ผ่านมา เป็นงานที่ทางเอ็นวิเดียมาพบปะกับบรรดาคู่ค้าและผู้ค้ากราฟิกการ์ดที่ใช้ชิปของเอ็นวิเดียในประเทศไทย โดยในงานนี้ทางผู้บริหารของเอ็นวิเดียก็ได้มาพูดถึงแผนการตลาด จุดเด่นของผลิตภัณฑ์ รวมไปถึงผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ในอนาคต

ในระหว่างการนำเสนอทางเอ็นวิเดียก็ชี้ให้เห็นว่าแอพพลิเคชันในปัจจุบันมันเป็นเต็มไปด้วยกราฟิกแบบ 3D แม้กระทั่งวินโดวส์วิสต้าซึ่งถือเป็นเพียงระบบปฏิบัติการพื้นฐานก็ยังต้องอาศัยความสามารถในการประมวลผลจากกราฟิกชิปเพื่อให้สามารถแสดงผลในแบบ 3D ที่สวยงาม และรวดเร็ว และที่สำคัญก็ได้มีการเน้นย้ำในประเด็นเรื่อง “ความคุ้มค่าของเงินที่ใช้ ระหว่างการลงทุนไปกับซีพียูแรงราคาแพง หรือจะลงทุนกับกราฟิกชิปที่ให้ประสิทธิภาพในการประมวลผลด้านกราฟิกที่เหนือกว่า” โดยการนำตัวอย่างของการนำเครื่องที่มีซีพียูแรงๆ ที่ทำงานร่วมกับกราฟิกชิปรุ่นกลาง ๆ เปรียบเทียบกับคอมพิวเตอร์ที่ใช้ซีพียูรุ่นกลางๆ ที่ทำงานร่วมกับกราฟิกการ์ดแรงๆ โดยทั้งหมดใช้วงเงินที่เท่าๆ กัน แน่นอนว่าผลของการทดสอบก็ต้องออกมาว่า ในวงเงินที่เท่ากันการลงทุนกับกราฟิกการ์ดให้ผลคุ้มค่ากว่าไปใช้ซีพียูแรงๆ ที่มีราคาสูง  โดยแคมเปญการตลาดของเอ็นวิเดียในครั้งนี้ก็ประกาศใช้ไปแล้วทั่วโลก โดยทางเอ็นวิเดียเรียกแคมเปญนี้ว่า Optimized PC

ซึ่งถ้าดูจากงานก็ต้องบอกว่านี่เป็นเรื่องสุดแสนจะธรรมดาที่ผู้ทำธุรกิจก็ต้องแสดงให้เห็นถึงศักยภาพของสินค้าและผลิตภัณฑ์ของตนเพื่อให้คู่ค้าและผู้ค้ามีความมั่นใจในสินค้าและผลิตภัณฑ์ และสามารถนำจุดเด่นเหล่านั้นไปพูดคุยกับลูกค้าเพื่อนำไปสู่การขายสินค้าให้ได้นั่นเอง

หลังจากกลับมาจากงาน nTrain ผมก็ตั้งใจที่เขียน Quick Note ที่ว่าด้วยเรื่องราวของสงครามระหว่าง GPU กับ CPU แต่ก่อนที่จะลงมือเขียนก็ต้องไปอ่านข้อมูลเพิ่มเติมก่อน และก็ไปพบกับบทความเรื่อง “Nvidia and AMD vs. Intel: A new graphics war that should have been avoided” เขียนโดย Rob Enderle จากเว็บไซต์ TGDaily ซึ่งเป็นบทความที่ให้ข้อมูลและวิเคราะห์ได้ดีมากๆ ผมก็เลยถือโอกาสอู้งาน นำบทวิเคราะห์ของ Rob Enderle มาให้คุณๆ ได้อ่านกัน โดยเขาวิเคราะห์ไว้ดังนี้ครับ

“มันเป็นเรื่องที่ไม่น่าชมซักเท่าไรที่จะเห็นบริษัทต่าง ๆ ให้ความสนใจในการห้ำหั่นกับคู่แข่ง แทนที่จะให้ความสนใจกับลูกค้าของตนเป็นหลัก ซึ่งการห้ำหั่นนี้มักทำให้ก่อสิ่งที่ไม่น่าดูเท่าไรนักและทำให้พลาดโอกาสดี ๆ เช่น หากแอปเปิ้ลมุ่งมั่นที่จะก่อสงครามกับไมโครซอฟต์ในช่วงปลายทศวรรษ 90 เราอาจจะไม่ได้เห็น iPod ที่มาช่วยกอบกู้บริษัทในปัจจุบัน การหลีกเลี่ยงที่จะไม่ก่อสงครามกับไมโครซอฟต์ทำให้แอปเปิ้ลมีเวลาและทรัพยากรในการสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ ๆ ที่ก่อให้เกิดกำไรอย่างงามแก่บริษัท

 

อย่างไรก็ดี ในช่วงต้นเดือนเมษายน CEO ของเอ็นวิเดียได้แสดงความชัดเจนในสิ่งที่พวกเราทั้งหลายทราบกันดีมาเป็นระยะเวลาหนึ่งแล้วว่า ในปัจจุบัน สงครามระหว่างอินเทลกับเอ็นวิเดียได้เริ่มก่อตัวตั้งแต่อินเทลเริ่มพัฒนา Larrabee ทั้งที่อันที่จริงแล้ว หลายคนคาดว่าน่าจะมีสงครามระหว่างเอเอ็มดีกับเอ็นวิเดียมากกว่าเมื่อเอเอ็มดีได้เข้าซื้อกิจการ ATI แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกลับไม่เป็นเช่นนั้น ที่น่าประหลาดใจคือ เอเอ็มดีกับเอ็นวิเดียกลับเดินเคียงคู่กันได้เป็นอย่างดีและทั้งคู่มองว่าอินเทลเป็นคู่แข่ง ดูเหมือนว่า Larrabee เป็นตัวผลักดันให้เอ็นวิเดียกับเอเอ็มดีจับมือร่วมกันเป็นพันธมิตรอีกครั้ง

 

นับว่าเป็นเรื่องค่อนข้างแย่ที่บริษัทเหล่านี้ให้ความสนใจที่จะโจมตีคู่แข่งแทนที่จะให้ความสนใจในการแก้ไขปัญหาของตนเอง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสินค้าที่ไม่น่าดึงดูดใจหรือการกระตุ้นความสนใจของผู้บริโภค ซึ่งจะฉุดทั้งตลาดให้แย่ลง เนื่องจากสงครามได้ปะทุขึ้นมาแล้ว สิ่งที่เราพอทำได้ในเวลานี้คือการพิจารณาว่าแต่ละรายจะมีจุดเด่นจุดด้อยหรือศักยภาพมากน้อยเพียงใดในสงครามนี้

 

อินเทลเป็นเจ้าของแพลตฟอร์ม ในขณะที่เอ็นวิเดียไม่ได้มีแพลตฟอร์มของตัวเอง แม้ดูเหมือนว่าเอเอ็มดีจะมีความทัดเทียมกับอินเทลในแง่ของจำนวนสินค้า แต่ในแง่ส่วนแบ่งตลาดแล้ว จัดได้ว่ายังคงห่างชั้นกันมาก เป็นที่รู้จักกันดีว่า เราเรียกแพลตฟอร์มของเครื่องพีซีว่า Wintel (Windows + Intel) อันแสดงถึงส่วนแบ่งตลาดของอินเทลกับไมโครซอฟต์วินโดวส์ แต่มันก็ไม่ได้หมายความว่าอินเทลจะเป็นอมตะ

 

แน่นอนว่าเป็นการยากที่จะโค่นอินเทลที่มีความแข็งแกร่งในอาณาจักรของตัวเองเหมือนกับผู้เล่นที่ผูกขาดตลาดรายอื่น แม้ว่าอินเทลจะเป็นผู้เล่นหลักในตลาดกราฟิก แต่ระบบกราฟิกของอินเทลก็ไม่ได้โดดเด่น อันที่จริง ปัญหาที่ไมโครซอฟต์กำลังประสบอยู่ในปัจจุบันเรื่อง Vista Capable กับ Vista Ready ที่ผู้บริโภคฟ้องร้องอันเนื่องมาจากเครื่องบางรุ่นระบุว่า Vista Ready ทั้งที่จริงเป็นแค่ Vista Capable (สามารถใช้วินโดวส์วิสต้าแบบพื้นฐาน ไม่อาจใช้ยูสเซอร์อินเทอร์เฟซแบบ Aero Glass) อาจไม่เกิดขึ้นหากระบบกราฟิกของอินเทลมีความแข็งแกร่งมากกว่านี้

 

เอ็นวิเดียมีความรู้ความชำนาญในตลาดกราฟิกอย่างดีเยี่ยมและเป็นผู้เล่นรายใหญ่ในตลาดกราฟิกของเครื่องพีซี ซึ่งความเปลี่ยนแปลงในตลาดกราฟิกเกิดขึ้นเร็วกว่าตลาดโปรเซสเซอร์ และเอ็นเดียได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่ามีความสามารถและเป็นคู่แข่งที่ทรงพลังในตลาดนี้ ในปัจจุบันเราสามารถปรับแต่งเครื่องพีซีให้มีสมรรถภาพเพิ่มขึ้นด้วยการซื้อการ์ดกราฟิกที่ทรงพลังมากขึ้น แล้วจึงค่อยซื้อโปรเซสเซอร์ที่เร็วขึ้น อันแสดงให้เห็นว่าสินค้าของเอ็นวิเดียเป็นลำดับแรกที่ผู้บริโภคตัดสินใจซื้อ

 

ด้วยการริเริ่มหลายอย่างดังเช่น CUDA (Compute Unified Device Architecture อันเป็นเทคโนโลยีที่เปิดโอกาสให้โปรแกรมเมอร์สามารถใช้ภาษาซีเพื่อเขียนโปรแกรมบนจีพียู) ที่เน้นในตลาดเครื่องพีซีแบบใหม่ เป็นการแสดงให้เห็นว่าเอ็นวิเดียกำลังมองหาโอกาสใหม่ ๆ ซึ่งอาจมีความสำคัญมากขึ้นในอนาคต ในขณะที่ยังคงให้การสนับสนุนอย่างแข็งขันในประชาคมนักเล่นเกมบนเครื่องพีซีและยังคงความเป็นผู้นำในตลาดเกมเครื่องพีซีกับระบบกราฟิกสำหรับมืออาชีพโดยเฉพาะตลาดระดับบน

 

เอเอ็มดีเป็นเสมือนส่วนผสมระหว่างอินเทลกับเอ็นวิเดีย แม้เอเอ็มดีจะไม่มีความเข้มแข็งทั้งในตลาดโปรเซสเซอร์หรือตลาดกราฟิกดังเช่นคู่แข่ง แต่เอเอ็มดีมีโปรเซสเซอร์ที่เอ็นวิเดียยังคงขาดอยู่และมีเทคโนโลยีกราฟิกที่เข้มแข็งมากกว่าอินเทล อย่างไรก็ดี ในปัจจุบันเอเอ็มดียังคงอยู่ในอันดับรองทั้งสองตลาดและกำลังพยายามจับเทคโนโลยีเหล่านี้มาผสมผสานเข้าด้วยกันเพื่อสร้างนวัตกรรมใหม่ที่แตกต่างจากคนอื่น สิ่งที่ค่อนข้างน่าประหลาดใจคือ ดูเหมือนว่าเอเอ็มดีพยายามที่จะเลี่ยงการทำสงครามกับเอ็นวิเดียและมุ่งมั่นที่จะละเลงเลือดไปกับอินเทล

 

เอเอ็มดีกำลังอยู่ช่วงปรับตัว ซึ่งหากทำสำเร็จไปด้วยดี อาจเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่ทำให้สินค้าของเอเอ็มดีมีความโดดเด่นทั้งในแง่สมรรถภาพและราคา อย่างไรก็ดี แม้การปรับตัวนี้จะกระทำได้ไม่ง่ายนัก มันก็ไม่ควรมีผลกระทบอย่างใหญ่หลวงต่อสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นซึ่งเริ่มโดยอินเทล ในระยะสั้น ดูเหมือนว่า Larrabee ของอินเทลจะเป็นตัวก่อไฟสงครามครั้งใหม่ระหว่างอินเทลกับเอ็นวิเดีย

 

เอ็นวิเดียจัดได้ว่ายังคงอยู่สุขสบายดีอยู่ แม้จะได้รับผลกระทบจากการชะลอตัวของตลาดเกมและยอดขายของวินโดวส์วิสต้า แต่ยังจัดได้ว่าเอ็นวิเดียยังคงมีความเสี่ยงต่ำและน่าจะยังได้รับผลประโยชน์ในช่วงระยะเวลาอันสั้นหากตลาดเกมเริ่มฟื้นตัวหรือเมื่อมีความต้องการประสิทธิภาพด้านกราฟิกสูงขึ้น อินเทลก่อให้เกิดอันตรายแก่เอ็นวิเดียในระยะสั้นเพียงเล็กน้อย แต่ในระยะยาว อินเทลค่อนข้างดูดีกว่าหากสามารถพลิกเกมได้

 

อินเทลกำลังพยายามเปลี่ยนแปลงเกมในตลาดกราฟิกอย่างมีนัยสำคัญและค่อย ๆ ชี้นำตลาดให้เบี่ยงเบนไปยังทิศทางใหม่ ซึ่งหากอินเทลทำได้สำเร็จจะก่อให้เกิดความเสียหายอย่างใหญ่หลวงแก่ทั้งเอ็นวิเดียและเอเอ็มดีที่กำลังเดินอยู่บนเส้นทางอื่น อย่างไรก็ดี อินเทลมีประสบการณ์ไม่ค่อยดีนักกับตลาดกราฟิกและยังคงไม่ได้รับการสนับสนุนจากไมโครซอฟต์ (หรือไมโครซอฟต์อาจตัดสินยกเลิกการสนับสนุน) ก่อนปี 2010 นอกจากนี้อินเทลยังต้องแสดงให้เห็นความสามารถในการแข่งขันโดยเฉพาะในแง่สมรรถภาพที่จะสามารถโค่นบัลลังก์ของเอ็นวิเดียที่ครอบครองมาเป็นเวลาหลายปีแล้ว

 

เอเอ็มดีได้เลือกเดินทางเสี่ยงที่จะหาหนทางสร้างแพลตฟอร์มสมรรถภาพสูงที่มีความคุ้มค่าอยู่แล้ว แต่สมรรถภาพในปัจจุบันเป็นตัวขัดขวางความสามารถของเอเอ็มดีในการสร้างทรัพยากรที่จำเป็นในการขับเคลื่อนบริษัทไปข้างหน้าเพื่อให้ทันกับคู่แข่ง ดังนั้น เอเอ็มดีอาจร่วมมือกับเอ็นวิเดียเพื่อปกป้องตลาดกราฟิกจากการคุกคามของอินเทล

 

ปัจจัยทั้งหมดจึงอยู่ที่ว่าอินเทลจะสามารถทำสิ่งที่ไม่เคยทำมาในอดีตได้ดีเพียงใดและสามารถสร้างสถาปัตยกรรมกราฟิกที่สามารถชิงชัยพร้อมทั้งดึงดูดความสนใจแก่นักพัฒนาเกม นอกจากนี้ยังมีปัจจัยเรื่องการสนับสนุนของไมโครซอฟต์และ Nvidia กับเอเอ็มดีสามารถจับมือร่วมกันเพื่อขัดขวางอินเทลได้มากน้อยเพียงใด

 

ท้ายที่สุด เราคิดว่าสงครามครั้งนี้ไม่น่าจะก่อให้เกิดผลดีแก่ผู้บริโภค ศัตรูตัวฉกาจในการเพิ่มส่วนต่างผลกำไรและรายได้คือ สินค้าที่ไม่น่าสนใจจนทำให้ผู้บริโภคไม่ตัดสินใจซื้อ หากสามารถกำจัดสิ่งนี้ออกไปได้จะทำให้บริษัททั้งหลายประสบความสำเร็จมากขึ้น, มีกำไรมากขึ้นและทำให้ลูกค้ามีความสุขมากขึ้น

 

หากสงครามกราฟิกนี้เกิดขึ้นจริง เป็นการยากที่อินเทลจะเอาชนะการจับมือร่วมกันระหว่างเอ็นวิเดียกับเอเอ็มดี (และ ATI) แม้ว่าจะได้รับการสนับสนุนจากไมโครซอฟต์ (ซึ่งอาจไม่เกิดขึ้นก็ได้) ดังนั้นความสำเร็จของอินเทลยังดูเหมือนค่อนข้างอยู่ห่างไกล”

เราเคยได้เห็นสงครามระหว่าง CPU กับ CPU และสงคราบระหว่าง GPU กับ GPU กันไปแล้ว คราวนี้เราจะได้เห็นสงครามรูปแบบใหม่กันบ้าง เมื่อ GPU คิดจะแย่งเงินจากตลาด CPU และ CPU ก็จะขอเข้าไปแชร์ส่วนแบ่งจากตลาด GPU ส่วนสถานการณ์จะเป็นอย่างไรต่อไปก็ต้องติดตามกันอย่างใกล้ชิดละครับ

QuickNote , , , ,

Reader:542

  1. No comments yet.
  1. No trackbacks yet.