VIA คืนสู่สังเวียนซีพียู(ประหยัดพลังงาน)อย่างเต็มตัวแล้ว
QuickNote ในคราวที่แล้วผมได้เขียนถึงบริษัทเอเอ็มดี อินเทล เอ็นวิเดีย และเวีย ที่มีการแข่งกันกันบ้างร่วมมือกันบ้างตามสถานการณ์ในแต่ละช่วงเวลาไปแล้ว และในฉบับนี้ผมก็ยังคงสาละวนอยู่กับบริษัททั้งสี่แห่งนี้อยู่เช่นเดิม ที่เป็นเช่นนี้ไม่ใช่ว่าผมจะสนใจแต่เฉพาะข่าวคราวของซีพียูและกราฟิกชิปเท่านั้น อันที่จริงแล้วผมก็ติดตามเรื่องราวทางด้านฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์อยู่เป็นประจำทุกวันอยู่แล้ว เพียงแต่การที่ผมให้ความสนใจกับซีพียูและกราฟิกชิปในช่วงนี้มากเป็นพิเศษก็เพราะว่า เรากำลังมุ่งไปสู่การประมวลผลข้อมูลยุคใหม่ที่เรียกว่า Visual Computing ซึ่งเดิมทีผมก็ตั้งใจที่จะเขียนเรื่องของ Visual Computing นี่แหละว่ามันคืออะไร แต่ละบริษัทมีเทคโนโลยีอะไรบ้างที่จะนำพาผู้ใช้อย่างพวกเราให้เข้าสู่ยุคการประมวลผลแบบ Visual Computing
แต่แล้วผมก็เปลี่ยนใจหลังจากที่ได้เห็นข่าวที่ HP สั่งซื้อซีพียู Nano จากเวีย (VIA) ไป 5 แสนตัว เพื่อผลิตเป็น Mini-Note PC ที่ทาง HP คาดการว่าจะขายได้ใกล้เคียงกับระดับ 5 แสนตัวภายในสิ้นปีนี้ มันทำให้ผมตัดสินใจที่จะเขียนถึงซีพียู Nano และเส้นทางของบริษัทเวีย เพราะจริงๆ แล้วบริษัทนี้ก็มีอะไรที่น่าสนใจอยู่ไม่น้อยเหมือนกัน
จุดเริ่มต้นของบริษัทเวียนั้นเริ่มขึ้นเมื่อปี 1987 โดย Wen Chi Chen ได้ก่อตั้งบริษัทที่ชื่อว่า Symphony โดยตั้งอยู่ในแถบทางใต้ของเมืองซานฟรานซิสโก ซึ่งพื้นที่ในบริเวณนั้นเป็นที่รู้จักกันในนามของซิลิกอนวัลเลย์ โดยก่อนหน้านี้ ตัวของ Wen Chi Chen เองก็เคยทำงานที่อินเทลมาก่อน
หลังจากนั้น ในปี 1992 Wen Chi Chen ก็ได้ย้ายกลับมาอยู่ที่ไทเป ไต้หวัน โดยตั้งบริษัท VIA (Very Innovative Architecture) แล้วได้ทำการโอนย้ายพนักงานจาก Symphony มาเข้าสู่ VIA
ในปี 1996 เวียได้เข้าเป็นส่วนหนึ่งของ “PC Common Architecture Standard Group” ซึ่งเป็นองค์กรที่ร่วมกันกำหนดมาตรฐานของ ISA บัส และ PCI บัส จากนั้นในปี 1999 เวียได้เข้าซื้อ Cyrix และ Centaur ซึ่งเป็นแผนกที่เกี่ยวกับไมโครโปรเซสเซอร์จากบริษัท National Semiconductor ซึ่งตรงนี้เองเป็นจุดเริ่มต้นให้เวียมีเทคโนโลยีซีพียูอยู่ในครอบครอง และในปี 2001 เวียก็ได้ทำการร่วมทุนกับ S3 Graphics เพื่อร่วมกับพัฒนาชิปเซตที่มีระบบกราฟิกในตัว หลังจากนั้นในปี 2004 บริษัทเวียก็ได้เข้าซื้อหุ้นที่เหลือทั้งหมด ทำให้เวียได้ครอบครองเทคโนโลยีทางด้านกราฟิกชิปได้อย่างสมบูรณ์แบบ
มาถึงตรงนี้ก็จะเห็นได้ว่าในช่วงปี 2004 นั้นเวียถือได้ว่าเป็นบริษัทที่มีความพร้อมทางด้านเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์มากที่สุดบริษัทหนึ่ง เพราะมีทั้งเทคโนโลยีซีพียู การทำชิปเซต และกราฟิกชิป นี่ยังไม่นับรวมธุรกิจทางด้าน Telecom ที่เวียก็ไปลงทุนไว้ด้วยเช่นกัน
และเมื่อย้อนกลับไปในปี 2001 หลังจากที่ได้ร่วมทุนกับ S3 Graphics แล้ว เวียก็เริ่มพัฒนาเมนบอร์ดภายใต้ชื่อของเวียเอง โดยเมนบอร์ดของเวียนั้นจะเน้นไปในรูปแบบของ Single board ที่มีความสมบูรณ์อยู่ในตัวคือมีทั้งหน่วยประมวลผล หน่วยแสดงผล หน่วยจัดเก็บข้อมูล และหน่วยคุมคุมอุปกรณ์ต่อพ่วง พร้อมสรรพ โดยจุดเด่นก็คือใช้ซีพียูที่รองรับชุดคำสั่ง x86 ซึ่งทำให้เวียไปได้ดีมากในตลาดที่ต้องการฮาร์ดแวร์แบบเฉพาะทาง
และหลังจากนั้นเวียก็ได้ทำการพัฒนามาตรฐานของเมนบอร์ดออกมาให้เป็นที่รู้จักกันมากขึ้น โดยมาตรฐานนั้นเรียกว่า mini-ITX โดยตัวเมนบอร์ดมีขนาดเพียง 17 x 17 เซนติเมตรเท่านั้น ซึ่งถือว่าเป็นเมนบอร์ดต้นแบบของมาตรฐาน mini-ITX เลยก็ว่าได้
ในระหว่างนั้นเวียเองก็อยู่ในฐานะของผู้ผลิตชิปเซตรายใหญ่แห่งหนึ่งของโลก เพราะมีชิปเซตที่รองรับทั้งซีพียูของอินเทล และเอเอ็มดี และชิปเซตของเวียนั้น ก็เป็นที่ถูกอกถูกใจผู้ผลิตเมนบอร์ดเป็นอย่างมาก เพราะเป็นชิปเซตที่มีความยืดหยุ่นสูง ราคาไม่แพง และในช่วงที่โอเวอร์คล๊อกกำลังได้รับความนิยมกันมากๆ เมนบอร์ดที่ใช้ชิปเซตของเวียก็ได้รับความนิยมอยู่ไม่น้อย
แต่แล้วจู่ๆ ชิปเซตของเวียก็เริ่มที่จะแผ่วๆ ลงไปหลังจากที่มีปัญหาเรื่องสิทธิบัตรในการผลิตชิปเซตเพื่อรองรับซีพียูอินเทล และตัวอินเทลเองก็มีชิปเซตรุ่นใหม่ๆ ออกมาและมีประสิทธิภาพดีกว่าอย่างเห็นได้ชัด รวมไปถึงการเข้าสู่ตลาดชิปเซตของเอ็นวิเดียที่ทำให้ผู้ใช้เอเอ็มดีประทับใจ ทำให้เวียต้องสูญเสียส่วนแบ่งทางการตลาดของชิปเซ็ตไปมาก
ส่วนทางด้านตลาดกราฟิกชิปแบบแยกนั้น เมื่อเวียเข้าครอบรอง S3 ไปแล้ว ก็มุ่งเน้นในการพัฒนาระบบกราฟิกชิปแบบรวมซะเป็นส่วนใหญ่ พอชิปเซตของตนไม่ประสบความสำเร็จก็เลยพลอยทำให้ชื่อและเทคโนโลยีของ S3 เป็นที่เข็ดขยาดตามไปด้วย และถึงแม้ว่าในช่วงหลังๆ มาเวียก็พยายามที่จะออกกราฟิกชิปรุ่นใหม่ๆ แต่ประสิทธิภาพในการทำงานไม่สามารถจะแข่งขันกับเอทีไอและเอ็นวิเดียได้เลย แม้ว่าเวียจะตั้งใจทำออกมาสำหรับกลุ่มผู้ใช้ในในระดับล่างที่ไม่ได้เน้นเรื่องเกม แต่จากการห่างหายไปจากวงการกราฟิกเป็นเวลานาน รวมไปถึงประสิทธิภาพที่ไม่โดดเด่นจึงทำให้กราฟิกชิปของเวียนั้นแทบจะหายไปจากความนึกคิดของผู้คนเลยทีเดียว โดยเฉพาะกับคนรุ่นใหม่ๆ แล้วเมื่อพูดถึง S3 อาจจะทำหน้างงๆ ด้วยซ้ำไป
ส่วนทางด้านซีพียูก็ต้องยอมรับว่าเวียไม่สามารถปลุกซีพียูจาก Cyrix ให้ฟื้นคืนชีพขึ้นมาได้ แต่ถึงกระนั้นเวียก็ไม่ได้ถอดใจเลิกพัฒนาซีพียู
เวียรู้ดีว่าถ้าพัฒนาซีพียูแบบที่เน้นประสิทธิภาพเพื่อออกไปแข่งกันอินเทลและเอเอ็มดีนั้นคงจะเป็นเรื่องที่ยากลำบากอย่างมาก เพราะทั้งอินเทลและเอเอ็มดีได้วางแผนเรื่องการใช้เทคโนโลยีกับซีพียูไว้เป็นแบบระยะยาว ยิ่งพัฒนาต่อยอดก็จะยิ่งมีประสิทธิภาพที่สูงขึ้น ส่วนเวียถ้าจะทำให้ได้แบบนั้นต้องรื้อสถาปัตยกรรมใหม่ทั้งหมด ซึ่งมันอาจจะมีปัญหาความเข้ากันได้กับชุดคำสั่ง x86 และต้องเสียเวลามากในการพัฒนา
ดังนั้นเวียจึงถอนตัวออกจากการแข่งขันในตลาดซีพียูประสิทธิภาพสูง แต่หันมาเอาจริงเอาจังในกลุ่มของซีพียูประหยัดพลังงานแทน และก็สอดคล้องกับงานต่างๆ ที่เวียเองกำลังดำเนินการอยู่และไปได้ดีด้วยนั้นก็คือตลาดเมนบอร์ดแบบ mini-ITX
เวียได้พัฒนาแพลตฟอร์มต่างๆ ขึ้นมามากพอสมควรสำหรับเมนบอร์ด mini-ITX และก็ได้ออกมาตรฐานใหม่ๆ ตามออกมาอีกเช่น Nano-ITX และ Pico-ITX อีกด้วย ซึ่งแพลตฟอร์มทั้งหมดนั้นยังคงใช้ชุดคำสั่ง x86 ได้ และยังใช้ซีพียูที่เวียพัฒนาขึ้นมาเองอีกด้วย
ด้วยการพัฒนาเมนบอร์ดแบบเล็กจิ๋วที่เน้นเรื่องการใช้พลังงานที่น้อย ทำให้เวียมุ่งมั่นอย่างมากที่จะต้องพัฒนาซีพียูที่ใช้พลังงานต่ำแต่มีประสิทธิภาพที่ดีเมื่อเทียบประสิทธิภาพในลักษณะของ “ประสิทธิภาพต่อวัตต์” ซึ่งทุกวันนี้ต้องบอกว่าเวียสามารถบรรลุเป้าหมายจุดนั้นไปแล้ว
ยังจำ Centaur ที่เวียซื้อมาจาก National Semiconductor ได้ไหมครับ เวียซื้อแผนกนี้มาพร้อมกับ Cyrix และไม่ได้มีการเปิดเผยว่าบริษัทนี้ทำอะไรมาเป็นเวลานานจนกระทั่งเมื่อประมาณต้นปี 2008 นี้ทางเวียก็ได้ออกมาเปิดเผยว่า Centaur ได้ใช้เวลาประมาณ 4 ปี ในการพัฒนาซีพียูตัวใหม่โดยยังคงมีความเข้ากันได้กับสถาปัตยกรรม x86 โดยโครงการนี้มีชื่อย่อเดิมว่า CN และต่อมาก็ได้ชื่ออย่างเป็นทางการว่า VIA Isaiah microarchitecture
ซีพียู Isaiah นั้นเป็นซีพียูแบบ 64 บิต แบบ superscalar พร้อมด้วยการทำงานแบบสามารถคาดเดาคำสั่งที่ต้องทำงานล่วงหน้า (speculative execution) และการทำงานแบบไม่เรียงลำดับ (out-of-order execution) โดยทางเวียได้ให้ข้อมูลมาในเวลานั้นว่า Isaiah นั้นจะให้ประสิทธิภาพดีกว่าซีพียู C7 ที่เป็นสถาปัตยกรรมแบบเดิมที่ใช้การประมวลผลแบบ in-order คือเป็นซีพียูที่ประมวลผลแบบเรียงลำดับคำสั่ง อยู่ 2-4 เท่าเลยทีเดียว
อย่างไรก็ตามเวียไม่ได้พัฒนา Isaiah ออกมาเพื่อชนกับสถาปัตยกรรม “คอร์ ไมโครอาร์คิเทคเจอร์” ของอินเทล แต่เวียได้ตั้งใจว่าจะนำ Isaiah มาพัฒนาเป็นซีพียูรุ่นใหม่แทนที่ C7 ที่มีอายุด้านสถาปัตยกรรมมานาน จนในที่สุดเวียก็ได้ทำการพัฒนาซีพียูที่มีชื่อว่า Nano ออกมา
เป็นไปได้ว่าหลังจากที่อินเทลได้ปล่อยซีพียู Atom ออกสู่ตลาดแล้ว เวียได้เห็นประสิทธิภาพของ Atom แล้ว และเห็นว่าซีพียูรุ่นใหม่ของตนที่พัฒนามาจากสถาปัตยกรรม Isaiah นั้นสามารถต่อกรกับซีพียู Atom ของอินเทลได้อย่างสบายๆ จึงได้ตั้งชื่อซีพียูของตนว่า Nano ซึ่งฟังดูแล้วก็แทบจะไม่ต้องตีความเลยว่าเวียตั้งใจที่จะชนกับ Atom ของอินเทล
แต่การชนกันอินเทลเทลของเวียในครั้งนี้ มันไม่ได้เป็นการชนกับแบบตัวต่อตัวระหว่างซีพียู Atom กับซีพียู Nano แต่ว่ามันเป็นการชนในลักษณะของแพลตฟอร์มมากกว่า เพราะผู้ใช้ทัวไปนั้นไม่สามารถซื้อซีพียูทั้งสองตัวมาประกอบลงเมนบอร์ดเองได้ แต่ผู้ใช้จำเป็นต้องเลือกเลยว่าจะใช้แพลตฟอร์มของอินเทลหรือของเวีย ซึ่งเป็นการซื้อเมนบอร์ดมาทั้งตัว แล้วบนเมนบอร์ดนั้นก็จะประกอบไปด้วยซีพียู ชิปเซตแบบมีกราฟิกชิป ระบบเสียง ระบบเน็ตเวิร์ค ซึ่งทั้งเวียและอินเทลก็มีเทคโนโลยีเป็นของตนเองทั้งคู่
อย่างไรก็ตามพอสินค้ามาอยู่ในมือของบรรดานักทดสอบทั้งหลายสิ่งที่ให้ความสนใจมากที่สุดก็คือตัวซีพียู ส่วนบรรดาชิปเซตและกราฟิกชิปนั้น จะกลายเป็นองค์ประกอบเสริมเพื่ออธิบายถึงประสิทธิภาพในการทำงานทางด้านอื่นๆ ว่าทำไม ถึงแตกต่างกัน และทำไมเวียดีกว่าอินเทล หรือทำไมอินเทลดีกว่าเวีย ซึ่งตอนนี้เว็บไซต์หลายแห่งในต่างประเทศก็เริ่มมีผลการทดสอบออกมาให้เห็นกันบ้างแล้ว
และผลทดสอบโดยรวมๆ ก็คือมีการแพ้ชนะกันไปแล้วแต่ลักษณะงาน แต่ดูเหมือนว่าโดยรวมๆ Nano จะให้ประสิทธิภาพที่ดีกว่า Atom แต่ Atom ก็ได้เปรียบตรงที่ใช้พลังงานน้อยกว่า แต่สุดท้ายก็ต้องไปดูกันอีกว่าเมื่อเทียบในลักษณะของ “ประสิทธิภาพต่อวัตต์” ใครจะดีกว่า
ส่วนผมเองก็มีโอกาสได้ทดสอบเฉพาะเมนบอร์ดที่ใช้แพลตฟอร์มของ Atom เท่านั้น ส่วนเมนบอร์ดที่ใช้ซีพียู Nano ยังไม่เห็นเข้ามาขายครับ จะมีก็แต่ mino-ITX รุ่นเก่าที่ใช้ซีพียู C3 โน่นเลย
สำหรับการต่อสู้ของเวียในครั้งนี้ก็จะเข้าสู่ตลาด Nettop และ Netbook ที่อินเทลเพิ่งจะทำการเปิดตัวไปเมื่อประมาณเดือนกุมภาพันธ์ปีนี้นี่เอง และสิ่งหนึ่งที่อาจจะทำให้ซีพียู Nano ของเวียมีสัดส่วนทางการตลาดเพิ่มขึ้นได้นั้นก็อาจจะเป็นเพราะตัวอินเทลเองด้วย เพราะทราบมาว่าซีพียู Atom นั้นเป็นที่ต้องการมากจนผลิตไม่ทัน ซึ่งอาจจะเป็นจังหวะที่ดีของเวียก็เป็นได้
ล่าสุดมีข่าวออกมาว่า VIA จะถอนตัวออกจากตลาดชิปเซตเพื่อทุ่มเทให้กับซีพียูรุ่นใหม่ของต้นอย่างเต็มที่ แต่การออกจากตลาดชิปเซตนี้เป็นการออกจากชิปเซตที่ผลิตออกมาเพื่อรองรับซีพียูของอินเทล และเอเอ็มดีเท่านั้น แต่ชิปเซตในลักษณะแบบรวมกราฟิกชิป S3 ของ VIA เองนั้นยังคงดำเนินการอยู่ต่อไป ถึงแม้จะมีข่าวออกมาว่าทางเอ็นวิเดียยินดีที่จะผลิตชิปเซตออกมาเพื่อรองรับการทำงานซีพียูของ VIA แต่ลึกๆ แล้ว VIA เองก็ยังไม่มันใจว่าเอ็นวิเดียจะให้การสนับสนุนตรงนี้ได้มากน้อยขนาดไหน ดังนั้นสิ่งที่ VIA ทำและปฏิบัติต่อไปก็คือ พึ่งพาเทคโนโลยีที่ตัวเองมีอยู่ให้มากที่สุดก่อน ส่วนใครจะมาร่วมด้วยช่วยกันนั้นก็ถือว่าเป็นช่วงของจังหวะเวลาที่เหมาะสมมากกว่า
เมื่อเห็นการทุ่มเทของเวียแล้วก็ต้องบอกว่า เวียพร้อมที่จะคืนสู่สังเวียนซีพียูแล้ว แต่ว่าเป็นสังเวียนซีพียูประหยัดพลังงานนะครับ
ป.ล. สำหรับในตอนหน้าผมคิดว่าน่าจะลองย้อนรอยซีพียู Cyrix ดูสักหน่อย แล้วค่อยพูดถึง Visual Computing ในตอนถัดไปก็แล้วกันครับ

ความคิดเห็นล่าสุด