มองการลงทุนนอกกรอบซิลิคอนวัลเล่ย์
พีซีราคาถูกและการเข้าถึงบรอดแบนด์ที่ดีขึ้นจะช่วยให้ธุรกิจอินเทอร์เน็ตใหม่ๆ กลับมาเฟื่องฟูอีกครั้ง นักลงทุนควรจับตามองการเคลื่อนไหวที่สำคัญนี้ไว้ให้ดี
ในวันนี้ ผู้คนต่างยอมรับว่าธุรกิจร่วมลงทุน มีบทบาทสำคัญอย่างมากต่อความสำเร็จของระบบเศรษฐกิจดิจิตอลในระดับนานาชาติ แต่สำหรับธุรกิจอินเทอร์เน็ตน้องใหม่ในเอเชีย อาจจะยังไม่ประสบความสำเร็จเหมือนบริษัทกลุ่มเดียวกันในต่างประเทศ ทั้งในแง่ของการดึงดูดเงินลงทุนและความสนใจของลูกค้าได้มากนัก
สาเหตุประการหนึ่งที่ทำให้เป็นเช่นนั้น นักลงทุนจากต่างประเทศบอกว่า เอเชียยังขาดวัฒนธรรมการเป็นเจ้าของกิจการ (Entrepreneurship) แบบที่มีในแหล่งลงทุนยอดนิยมในอดีตอย่างซิลิกอนวัลเล่ย์และยุโรป ทำให้ในบางประเทศและธุรกิจใหม่ในประเทศเหล่านั้นจึงไม่สามารถดึงดูดความสนใจของนักลงทุนได้มากเท่าที่ควร
แต่สิ่งที่นักลงทุนเหล่านี้มองข้ามไปก็คือ ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาเอเชียมีนวัตกรรมใหม่ๆ ทางด้านเทคโนโลยีและการเป็นเจ้าของกิจการน้องใหม่ในตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้าและการผลิตชิ้นส่วน เซมิคอนดักเตอร์ จนส่งผลทำให้ประเทศอย่างเกาหลี ไต้หวัน และสิงคโปร์ สามารถพัฒนาเศรฐกิจของตนจนกลายเป็นศูนย์กลางเทคโนโลยีขนาดใหญ่ขึ้นมาได้ และไม่ต้องสงสัยเลยว่าวัฒนธรรมของการสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ๆ และการเป็นเจ้าของกิจการได้ขยายวงกว้างออกไปในประเทศ กำลังพัฒนาอื่นๆ แล้ว
มีข้อสังเกตว่า สาเหตุที่น่าจะเป็นไปได้ที่ทำให้ธุรกิจอินเทอร์เน็ตใหม่ๆ ในหลายประเทศในเอเชียยังขาดแคลนอยู่ก็คือ การให้บริการอินเทอร์เน็ตและการใช้พีซียังมีอัตราที่ต่ำอยู่ โดยมีตัวเลขบ่งชี้ว่า มีครัวเรือนเพียงแค่ร้อยละ 5 ในประเทศกำลังพัฒนาของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อินเดีย และจีนเท่านั้นที่มีพีซีใช้งาน และแม้ว่าเอเชียจะมีจำนวนผู้ใช้อินเทอร์เน็ตสูงสุดในโลกก็ตาม (ประมาณ 510 ล้านคน)1 แต่อัตราการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตกลับเป็นอัตราที่ต่ำที่สุดเป็นอันดับสองของโลก
สาเหตุหลักมาจากค่าใช้จ่ายในการใช้บริการอินเทอร์เน็ตและพีซีมีราคาที่สูง โดยมีผู้บริโภคซึ่งมีรายได้เพียงพอเท่านั้นจึงจะสามารถใช้จ่ายเงินเพื่อซื้อพีซีและเข้าถึงบริการอินเทอร์เน็ตได้ เรื่องนี้ส่งผลกระทบต่อการสรรค์สร้างนวัตกรรมและการเกิดของธุรกิจ เนื่องจากหากผู้คนไม่สามารถซื้อพีซีหรือบริการอินเทอร์เน็ตได้ เจ้าของธุรกิจก็ไม่มีแรงจูงใจที่จะพัฒนาข้อมูลดิจิตอลและอินเทอร์เน็ตแอพพลิเคชั่นออกมาสู่ผู้บริโภค ในขณะเดียวกันผู้บริโภคก็มีแรงจูงใจน้อยลงในการเลือกซื้อพีซีและบริการอินเทอร์เน็ตตั้งแต่แรก
อย่างไรก็ตาม เจ้าของธุรกิจต้องยอมรับบทบาทของตนในสภาพแวดล้อมที่อัตราการซื้อพีซีและการใช้บริการอินเทอร์เน็ตค่อนข้างช้าในหลายประเทศของเอเชีย ในช่วง 25 ปีที่ผ่านมา ความนิยมของพีซีบวกกับการเข้าถึงการใช้อินเทอร์เน็ตนับว่าได้ส่งผลกระทบอย่างมากต่อการใช้ชีวิตของผู้คน ตัวอย่างเช่น ในประเทศที่กำลังพัฒนา พีซีและอินเทอร์เน็ตช่วยให้ชาวนาที่เมืองกวางตุ้งของจีนสามารถติดต่อกับตลาดในเมืองเพื่อขายผลิตผลทางการเกษตรของตนได้ ในขณะที่ชาวนาที่เมืองบารามาติของอินเดีย สามารถเข้าไปศึกษาวิธีเพาะปลูกที่ดีที่สุด เพื่อนำไปปรับปรุงผลผลิตในฟาร์ม หรือใช้เพื่อการศึกษา และนำไปก่อประโยชน์ในรูปแบบอื่นๆ ได้อีกด้วย
ยังมีเจ้าของธุรกิจจำนวนมากที่ไม่ได้ตระหนักถึงโอกาสในการทำกำไรจากแอพพลิเคชั่นคอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ตในประเทศกำลังพัฒนาเหล่านี้ โดยเมื่อไม่นานมานี้ มีหลักฐานบ่งชี้ว่าการตั้งเป้าให้บริการผลิตภัณฑ์และบริการดิจิตอลแก่บ้านเรือนที่มีรายได้น้อยในประเทศกำลังพัฒนามีจำนวนน้อยมาก เนื่องจากมีความเข้าใจผิดๆ ที่ว่าตลาดส่วนนี้ไม่อาจสร้างผลกำไรได้มากพอนั่นเอง
สำหรับพีซีที่กำลังเป็นที่กล่าวขวัญถึงที่เรียกว่า “เน็ตบุ๊ก” ซึ่งเป็นอุปกรณ์ที่เน้นการเชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ตจนกลายเป็นสิ่งที่ถูกใจผู้ใช้มือใหม่ รวมถึงครอบครัวผู้มีรายได้น้อยไปแล้ว จนน่าจะทำเกิดการปลี่ยนแปลงบางอย่าง เห็นได้ชัดเจนจากผู้ผลิตคอมพิวเตอร์ในประเทศอินเดีย อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปินส์ เวียดนาม และไทย เช่น HCL, Axioo, Zyrex, F-TEC, เอสวีโอเอ, ซินเน็ค, สุพรีม, Neo และ CMS ต่างหันมาเพิ่มการผลิตคอมพิวเตอร์ราคาประหยัดดังกล่าวออกมาจำหน่ายแล้วในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา
มีรายงานจากบริษัท Asus ว่า กระแสตอบรับจากตลาดที่มีต่อ Eee PC ของตนนั้นดีเกินความคาดหมายอย่างมาก โดยตอนนี้สามารถทำยอดขายได้แล้วถึง 350,000 เครื่องภายในระยะเวลาเพียงแค่ช่วงไตรมาสแรกที่นำมาวางจำหน่าย
เน็ตบุ๊กพีซีเหล่านี้สามารถรองรับการทำงานของระบบปฏิบัติการได้หลากชนิด อาทิเช่น ลีนุกซ์ชนิดต่างๆ อย่าง Ubuntu และ Asianux รวมทั้ง Windows XP ด้วย ซึ่งป็นเครื่องบ่งชี้ให้เห็นว่าเหล่าผู้ค้าเริ่มหันมาสนใจศักยภาพของตลาดนี้กันมากขึ้นแล้ว ในขณะที่บริษัทอย่างอินเทล ก็ให้ความสนใจและความสำคัญต่อเน็ตบุ๊กและคอมพิวเตอร์ลักษณะใกล้เคียงกัน โดยจะมีความเรียบง่าย ราคาประหยัด และเน้นการเชื่อต่ออินเทอร์เน็ตได้ โดยใช้งานผ่านโปรเซสเซอร์รุ่นใหม่ที่มีชื่อว่า “อะตอม” (Atom) โดยคาดว่าจะสามารถนำ อะตอม โปรเซสเซอร์ ไปใช้กับเน็ตบุ๊กรุ่นที่สองได้ตั้งแต่กลางปี 2551 เป็นต้นไป
ในขณะเดียวกัน เทคโนโลยีไวแมกซ์ (WiMAX) ก็มีศักยภาพที่จะทำให้บริษัทผู้ให้บริการสื่อสารสร้างระบบโครงสร้างพื้นฐานที่มีต้นทุนต่ำกว่า เมื่อเทียบกับต้นทุนของการสร้างเครือข่าย DSL แบบเดิม จากนั้นบริษัทผู้ให้บริการสื่อสารในประเทศกำลังพัฒนาเหล่านี้ก็จะมีโอกาสเข้าถึงชุมชนระดับภูมิภาคและชนบทได้อย่างกว้างขวางมากขึ้น นอกจากนี้บริษัทผู้ให้บริการสื่อสารก็มีการเริ่มจำหน่ายพีซีเหมือนกับการขายโทรศัพท์มือถือที่แถมแพ็คเกจบริการติดต่อสื่อสารไปด้วย ผลพวงที่ตามมาก็คือ ประเทศกำลังพัฒนาเหล่านี้จะมีโอกาสเข้าถึงอินเทอร์เน็ตกันเพิ่มมากขึ้น
เมื่อบ้านเรือนที่มีรายได้น้อยมีโอกาสซื้อพีซีและบริการอินเทอร์เน็ตในราคาถูกได้ พวกเขาก็จะติดต่อออนไลน์มากขึ้น ซึ่งนั่นหมายถึงโอกาสทางธุรกิจที่คุ้มค่า การตัดสินใจลงทุนที่มีคุณค่า (ของนักลงทุนอิสระและสถาบัน) กับดิจิตอลแอพพลิเคชั่นที่จะมีประโยชน์ต่อผู้ใช้รุ่นใหม่เหล่านี้ และบริษัทที่ลงทุนในเรื่องนี้ก็จะได้รับผลกำไรตามมา นี่จะเป็นความท้าทายของทั้งเจ้าของกิจการและนักลงทุนด้านเทคโนโลยีที่คิดจะเดินหน้าต่อไป
คำถามสำหรับนักลงทุน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศกำลังพัฒนาก็คือ เราควรเรียนรู้หรือนำธุรกิจอินเทอร์เน็ตในตลาดที่ประสบความสำเร็จมาปรับใช้มากน้อยเพียงใด เมื่อถึงเวลาที่จะต้องตัดสินใจว่าจะทำธุรกิจอินเทอร์เน็ตแบบไหนในเอเชีย ตัวอย่างเช่น วิธีการทำเงินจากเนื้อหาข้อมูลอาจจะคล้ายคลึงกัน แต่อาจจะมีตัวแปรของภูมิภาคที่จะตัดสินว่าประเภทของธุรกิจอินเทอร์เน็ตใดที่จะเติบโตจะยั่งยืนต่อไปในเอเชียแปซิฟิกได้ดีกว่าเมื่อเทียบกับอเมริกาหรือยุโรป เช่น การพัฒนาออนไลน์แอพพลิเคชั่นซึ่งตั้งเป้าไปที่บริการทางการแพทย์ การศึกษา e-government และการเกษตรน่าจะทำกำไรได้มากกว่าบริการเครือข่ายทางสังคมและผลิตภัณฑ์อี-คอมเมิร์ซ เนื่องจากระบบงานเหล่านี้ตั้งเป้าเจาะตลาดที่บริษัทต่างประเทศไม่เคยคิดที่จะเข้ามาทำกำไรมาก่อน
สำหรับนักลงทุนที่มีความหวัง สิ่งที่พวกเขาต้องเลือกก็คือระดับการลงทุนกับธุรกิจอินเทอร์เน็ตในต่างประเทศที่มีประสบความสำเร็จอยู่แล้วหรือลงทุนกับบริษัทน้องใหม่ในเอเชีย นักลงทุนควรที่จะเน้นการลงทุนกับธุรกิจอินเทอร์เน็ตที่สอดคล้องกับแรงขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจหลักของเอเชียแปซิฟิกมากกว่าแอพพลิเคชั่นประเภท Web 2.0 เป็นต้น บริษัทซอฟต์แวร์ในเอเชียอาจมองว่าการทำตลาดแอพพลิเคชั่น Web 2.0 สำหรับประเทศทางตะวันตกเป็นสิ่งที่ทำกำไรมากกว่า แต่การที่เอเชียหันมาซื้อพีซีและใช้อินเทอร์เน็ตกันมากนับเป็นโอกาสดีสำหรับบริษัทซอฟต์แวร์ที่จะลองเจาะตลาดอินเทอร์เน็ตใหม่ในประเทศที่น่าจะทำกำไรได้เช่นกัน แม้ว่าบริษัทน้องใหม่ที่ทำตลาดเฉพาะทางในเอเชียแปซิฟิกก็ยังมีโอกาสที่จะได้รับอานิสงค์จากการเติบโตของผู้ใช้คอมพิวเตอร์และพันธมิตรจำนวนมากนี้ได้เช่นกัน ทั้งในระดับภูมิภาคและระดับนานาชาติ บริษัทอย่าง เอเชียซอฟท์, Frienster และ mtouche ได้เป็นส่วนหนึ่งของบริษัทที่ลงทุนเกี่ยวกับอินเทอร์เน็ตในเอเชียแล้ว ซึ่งจะได้ประโยชน์ทั้งในระดับภูมิภาคและนานาชาติจากโอกาสตลาดดิจิตอลคลื่นลูกใหม่นี้
เมื่ออุปสรรคเรื่องราคาของการใช้บริการอินเทอร์เน็ตและการซื้อคอมพิวเตอร์หมดไป เราคาดหวังว่าจะมีเจ้าของธุรกิจและบริษัทน้องใหม่จำนวนมากที่จะเข้ามาเก็บเกี่ยวผลประโยชน์จากตลาดใหม่นี้ ทั้งรัฐบาลและนักลงทุนควรที่จะคอยเฝ้าจับตาตลาดนี้อย่างใกล้ชิด เพื่อทำการลงทุนที่ส่งเสริมให้เกิดวัฒนธรรมการเป็นเจ้าของธุรกิจในเอเชีย และสร้างโอกาสในการเติบโตสำหรับการแปลงสภาพประเทศไปสู่ยุคดิจิตอลอีกด้วย
เบิร์น นอร์เฮาเซน เป็น Senior Architect Solution ของโครงการ Intel World Ahead ซึ่งรับผิดชอบในเรื่องของโซลูชั่นที่สามารถเชื่อมโยงผู้ใช้อีกหนึ่งพันล้านคนกับโลกดิจิตอล เมื่อไม่นานมานี้เขาเป็นผู้ที่คอยกำกับดูแลการวางโครงสร้างของโซลูชั่นที่รองรับการทำงานของระบบสื่อสาร บรอดแบนด์ผ่านดาวเทียมและไวแมกซ์ไปยังหมู่บ้านที่อยู่ห่างไกลในเวียดนามเป็นครั้งแรก
เบิร์นทำงานร่วมกับอินเทลมานาน 10 ปี ได้รับปริญญาตรีและปริญญาเอกด้านคอมพิวเตอร์จากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ที่เมืองเออร์ไวน์



ความคิดเห็นล่าสุด