Home > QuickNote > ย้อนรอย Cyrix ร่องรอยเทคโนโลยีจากอดีต ที่ยังมีให้เห็นในปัจจุบัน และอนาคต


ย้อนรอย Cyrix ร่องรอยเทคโนโลยีจากอดีต ที่ยังมีให้เห็นในปัจจุบัน และอนาคต

September 17th, 2008

ผมได้ทิ้งท้ายไว้ในคราวที่แล้วว่าจะเขียนถึงความเป็นมาเป็นไปซีพียู Cyrix ซึ่งเป็นซีพียูที่หลายคนอาจจะลืมไปแล้ว และอีกหลายคนอาจจะไม่เคยรู้จักกับซีพียูเลยด้วยซ้ำไป ถึงแม้ว่าทุกวันนี้ชื่อของซีพียูจาก Cyrix จะหายไปจากตลาดของซีพียูเป็นเวลานานแล้ว แต่จิตวิญญาณและแนวความคิดของ Cyrix ยังคงอยู่เราลองมาดูกันว่าที่ผ่านมานั้น Cyrix ได้ฝากอะไรไว้ในแวดวงของอุตสาหกรรมคอมพิวเตอร์บ้าง

ในปี 1987 Jerry Rogers และ Tom Brightman ได้ก่อตั้งบริษัทขึ้นมาชื่อว่า ATP Corporation ทั้ง ผู้ก่อตั้งทั้งสองคนนั้นเคยเป็นพนักงานของบริษัท TI หรือ Texas Instruments มาก่อน ซึ่งตรงนี้ก็คล้ายๆ กับคนดังหลายคนในแวดวงอุตสาหกรรมคอมพิวเตอร์ที่เคยทำงานใน TI มาแล้ว และในตอนเริ่มต้น ATP Corporation นั้น มีพนักงานอยู่ด้วยกันทั้งหมด 17 คน โดยมีเป้าหมายว่าจะทำการผลิตชิปที่มีความเข้ากันได้กับชุดคำสั่ง x87 ของอินเทล รวมไปถึงชิปที่มีความเข้ากันได้กับอุปกรณ์ต่างๆ ที่ใช้ในเครื่องแมคอินทอช

 

เมื่อพูดถึง x87 หลายคนอาจจะงงๆ ว่ามันคืออะไร เพราะคุ้นเคยกับ x86 มากกว่า เล่าแบบย่อๆ ก็คือ ในสมัยก่อนซีพียูจะไม่มีส่วนที่เรียกว่า FPU หรือ Floating Point-Unit หรือหน่วยประมวลผลเลขทศนิยมและฟังก์ชันด้านคณิตศาสตร์ที่มีความซับซ้อน เพราะในช่วงเวลานั้นการมี FPU นั้น มันเกินความจำเป็นสำหรับคนทั่วไป ดังนั้น FPU จึงถูกผลิตเป็นชิปแยกออกมาต่างหาก และเป็นออปชันเสริมบนเมนบอร์ด 

 

เริ่มต้นมายืดยาวพอสมควรจนรู้ที่มาที่ไปของบริษัทไซริกซ์แล้ว ต่อไปนี้เราจะมีดูตัวผลิตภัณฑ์ของไซริกซ์กันดูบ้าง

 

ผลิตภัณฑ์แรกที่นำไซริกซ์เข้าสู่วงการพีซีอย่างเต็มตัวก็คือในปี 1989 ไซริกซ์ได้ปล่อยชิปแมทโคโปรเซสเซอร์ที่ชื่อว่า Cyrix FasMath 38D87 และ 83S87โดยชิป FasMath 38D87 นั้นว่ากันว่าทำงานได้เร็วกว่าชิป 387DX ถึง 50% เลยทีเดียว ส่วนชิป FasMath 83S87 นั้นได้เริ่มวางตลาดจริงๆ ปี 1991 นอกจากนี้แล้วไซริกซ์ก็ยังได้ทำการผลิตชิป FasMath 32S87 โดยชิปตัวนี้ทำหน้าเป็นแมทโคโปรเซสเซอร์ของซีพียูในตระกูล 80286 และแน่นอนว่ามันก็ยังทำงานได้เร็วกว่า 80287 ของอินเทลอีกด้วย ในจุดนี้ดูเหมือนว่าเพียงก้าวแรกของไซริกซ์นั้น ก็ทำให้ไซริกซ์ได้รับความสำเร็จเพียงชั่วข้ามคืนเลยทีเดียว

 

หลังจากประสบความสำเร็จในการผลิตแมทโคโปรเซสเซอร์ไปแล้ว คราวนี้ไซริกซ์วางแผนที่จะทำการผลิตโปรเซสเซอร์หรือซีพียูดูบ้าง เพราะตนเองประสบกับความสำเร็วในการผลิตแมทโคโปรเซสเซอร์มาแล้ว และทำได้ดีกว่าเจ้าของชุดคำสั่ง x87 อย่างอินเทลอีกด้วย ไซริกซ์ได้เข้าสู่ตลาดในฐานะของผู้ผลิตซีพียูเมื่อราวๆ ปี 1992 ด้วยการส่งซีพียูที่มีความเข้ากันได้กับซีพียู 486 ของอินเทลลงมาสู่ตลาด

 

ผมเข้าใจว่าในช่วงเวลานั้นไซริกซ์คงมีความมั่นใจไม่น้อยว่าจะก้าวขึ้นมาเป็นซีพียูชั้นนำอีกบริษัทหนึ่ง เพราะซีพียู 486 นั้นมีจุดเด่นที่สำคัญตรงที่เป็นซีพียูรุ่นแรกที่มีการนำ FPU หรือแมทโคโปรเซสเซอร์รวมไว้กับซีพียูเลยเป็นครั้งแรก (แต่ก็มีซีพียู 486 บางรุ่นที่ไม่มี FPU ในตัว) ด้วยความที่ประสบความสำเร็จในผลิตแมทโคโปรเซสเซอร์มาก่อน ดังนั้นเมื่อมาผลิตซีพียูที่ได้รวมเอาแมคโคโปรเซสเซอร์เอาไว้ด้วยก็น่าจะทำให้ไซริกซ์ประสบความสำเร็จได้ไม่ยาก…แต่ความจริงมันยาก

 

อินเทลเปิดตัวซีพียู 80486DX ในปี 1989 ส่วนไซริกซ์ส่งซีพียูที่เข้ากันได้กับ 486 (Cx486DLC) ในกลางปี 1992 ซึ่งในช่วงระยะเวลาประมาณ 2 ปีกว่าๆ นั้นก็ต้องยอมรับว่าอินเทลได้ส่วนแบ่งของตลาดไประดับหนึ่งแล้ว และอินเทลก็ได้เรียนรู้อีกว่า 486 ยังไม่ใช่ความต้องการที่แท้จริงของผู้คนส่วนใหญ่ เพราะเพียงเวลาหนึ่งปีเศษๆ (1991) หลังจากเปิดตัว 486DX อินเทลต้องทำการเปิดตัว 486SXออกมา ซึ่งมันก็คือ 486DX ที่ไม่มี FPU นั่นเอง

 

และในปี 1992 นั้น ไม่ได้มีเพียงไซริกซ์เท่านั้นที่พยายามทำซีพียู 486 ออกมาแข่งกันอินเทล แต่ว่ายังมีบริษัทที่ชื่อว่าเอเอ็มดีอีกด้วย ที่สำคัญคือในช่วงเดือนตุลาคมของปี 1992 นั้นอินเทลยังได้ทำการเปิดตัวซีพียูใหม่ล่าสุด (ในเวลานั้น) นั่นก็คือซีพียู Pentium (หรือที่เรียกกันว่าซีพียู 586 แต่อินเทลไม่ต้องการตั้งชื่อซีพียูเป็นตัวเลขอีกต่อไป เพราะไม่สามารถจดเป็นเครื่องหมายการค้าได้ อินเทลจึงได้เริ่มทำการตั้งชื่อให้กับซีพียู และอีกเหตุผลหนึ่งก็คือการโปรโมตชื่อที่เฉพาะเจาะจงจะทำให้คนสนใจเฉพาะซีพียูของตนด้วย ถ้ายังคงใช้ระบบตัวเลขเหมือนเดิมก็เท่ากับเปิดโอกาสให้กับผู้ผลิตซีพียูอื่นๆ ได้ประโยชน์จากตัวเลข 586 ไปด้วย) แต่ขายจริงๆ ก็ราวเดือนมีนาคมของปี 1993 

 

แต่การที่อินเทลเปิดตัวซีพียู Pentium ก็ไม่ได้หมายความว่าจะปิดทางไซริกซ์ซะทีเดียว เพราะซีพียูเพนเทียมแม้ว่าจะได้รับความสนใจสูง แต่ด้วยราคาและประสิทธิภาพในช่วงเวลานั้นยังไม่น่าสนใจพอที่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงหรืออัปเกรดทั้งระบบได้ จนในที่สุดอินเทลก็ต้องออกชิปรุ่นพิเศษที่ชื่อว่า Pentium OverDrive ที่เป็นการถอดแบบสถาปัตยกรรมมาจากเพนเทียมแต่ออกแบบขาของตัวซีพียูให้เข้ากับซ็อกเก็ตแบบเดิมที่ใช้กับซีพียู 486 ซึ่งทำให้ผู้ที่ไม่ต้องการเสียเงินซื้อเครื่องใหม่สามารถที่จะทำการอัปเกรดโดยใช้ชิปเพนเทียมโอเวอร์ไดร์ฟตัวนี้ได้ แต่ว่าอินเทลก็ยังตั้งราคาชิปเพนเทียมโอเวอร์ไดร์ฟไว้ค่อนข้างสูง เพราะไม่ต้องการให้คนติดอยู่กับเพลตฟอร์มของ 486 นานเกินไป ซึ่งตรงนี้ก็น่าจะเป็นโอกาสของไซริกซ์ แต่ว่าคนที่เห็นโอกาสจริงๆ กลับเป็นเอเอ็มดี

 

เอเอ็มดีได้ฉวยโอกาสของการเปลี่ยนผ่านจากยุค 486 ไปเป็นยุคของเพนเทียมได้อย่างน่าสนใจ(ไม่อยากเล่ายาวเลยเดี๋ยวจะกลายเป็นเรื่องประวัติศาสตร์ซีพียูไปแทนที่จะได้พูดถึงซีพียูของไซริกซ์) รวบรัดตัดตอนเลยว่าช่วงนี้แหละที่ทำให้เอเอ็มดีเริ่มตั้งตัวและมีบทบาทที่สำคัญและกลายมาเป็นคู่แข่งที่สำคัญของอินเทลในทุกวันนี้

 

ตัดกลับมาดูที่ไซริกซ์กันต่อ ถึงแม้ว่าในช่วงเปลี่ยนผ่านจาก 486 ไปเป็นเพนเทียมนั้นไซริกซ์จะไม่ได้มีบทบาทที่สำคัญมากนัก แต่ว่าก็สามารถประครองตัวอยู่ในในระดับหนึ่ง โดยสามารถสร้างซีพียูอย่าง Cx468DX4 ที่มีความเร็วในระดับ 100MHz ออกมาได้ ในช่วงปี 1995 ซึ่งเป็นการจับกลุ่มเป้าหมายไปที่ผู้ที่ต้องการอัปเกรดจาก 486 รุ่นที่มีความเร็วต่ำๆ เป็นหลัก และในขณะเดียวกันนั้นก็ได้ทำการผลิตซีพียูในระดับเดียวกับเพนเทียมที่ทำงานบนซ็อกเก็ต 486 ออกมาด้วยเช่นกันโดยใช้ซื้อว่า Cyrix 5×86 โดยมีความเร็วตั้งแต่ 100MHzและ 120MHzให้เลือกใช้ ทำให้ผู้ที่ใช้เมนบอร์ดรุ่น 486 อยู่นั้นสามารถทำการอัปเกรดซีพียูมาได้อย่างยาวนานพอสมควร มีข้อมูลมาว่าซีพียู Cyrix 5×86 นั้น ผลิตครั้งล่าสุดก็ราวๆ เดือนกันยายนของปี 1995 ถ้านับตั้งแต่อินเทลเปิดตัวซีพียู 486 ในปี 1986 ก็เท่ากับว่าแพลตฟอร์ม 486 นี้มีอายุยืนยาวถึง 6 ปีเลยทีเดียว

 

แม้ว่าจะยังประสบความสำเร็จในระดับสูงแต่ก็ดูเหมือนว่าทางไซริกซ์ก็พึงพอใจต่อผลงานที่ผ่านมาอยู่ไม่น้อย และในเดือนตุลาคม 1995 ทางไซริกซ์ก็ได้ทำการเปิดตัวซีพียูรุ่นใหม่อีกครั้งนั่นก็คือ Cyrix 6×86 (มีชื่อรหัสว่า M1) ซึ่งซีพียูรุ่นนี้ออกแบบมาให้มีประสิทธิภาพในการทำงานในระดับเดียวกันกับเพนเทียมของอินเทล และถ้าไม่ติดขัดตรงที่ไซริกซ์จะต้องออกแบบซีพียูขึ้นมาเพื่อทำงานบนแพลตฟอร์มของอินเทลแล้ว เมื่อเทียบกันตัวต่อตัวด้วยสัญญาณนาฬิกาที่เท่าๆ กัน ซีพียูของไซริกซ์จะมีประสิทธิภาพในการทำงานที่สูงกว่าซีพียูเพนเทียมของอินเทลด้วยซ้ำไป และนี่จึงเป็นที่มาของการตั้งชื่อรุ่นซีพียูของไซริกซ์ที่มีการระบุหน่วยความเร็วของซีพียูเป็น “P-Rating” (Performance Rating) หรือบางคนก็ตีความไปว่า P คือ Pentium

 

P-Rating ของไซริกซ์นั้นจะเป็นการระบุว่าซีพียูรุ่นนั้นมีประสิทธิภาพในการทำงานเทียบเท่ากับเพนเทียมในระดับความเร็วเท่านั้นๆ เช่น Cyrix 6×68-P150 หมายความว่าซีพียูรุ่นนี้มีประสิทธิภาพทำงานได้เทียบเท่ากับซีพียูเพนเทียมความเร็ว 150MHz โดยที่ความเร็วจริงที่ซีพียูไซริกซ์รุ่นนี้ใช้ก็คือ 120MHz เป็นต้น 

 

แต่เป็นที่น่าเสียดายว่าเมื่อซีพียูของไซริกซ์มาทำงานอยู่บนแพลตฟอร์มของอินเทลในโลกแห่งความเป็นจริง ซีพียูของไซริกซ์ไม่สามารถแสดงประสิทธิภาพในการทำงานที่แท้จริงออกมาได้ โดยเฉพาะในการทดสอบเรื่อง FPU ผลการทดสอบที่ได้มานั้นมีคะแนนที่ต่ำกว่าซีพียูของอินเทลและเอเอ็มดีมาก แถมยังเจอปัญหาเรื่องความร้อนสูงในการทำงานอีก นั่นจึงทำให้ผู้คนเข็ดขยาดกับซีพียูจากค่ายไซริกซ์ไปเลยทีเดียว โดยเฉพาะผู้ใช้ในบ้านเราก็จดจำซีพียูของไซริกซ์ด้วยภาพลักษณ์ที่ไม่ดีนัก 

 

ไซริกซ์เองก็พยายามแก้ไขปัญหานี้ให้กับซีพียู 6×86 ของตนโดยการผลิตซีพียู 6×86L “กินไฟต่ำ” ซึ่งมีการใช้โวลท์เตจแยกจากกัน (3.3 โวลต์สำหรับ I/O และ 2.8 โวลต์สำหรับภาคประมวลผล) แต่ก็ดูเหมือนว่าหลายคนได้หันหลังให้กับซีพียูของไซริกซ์ไปแล้ว อย่างไรก็ตามเทคนิคแบบนี้เอเอ็มดีได้นำมาใช้กับซีพียู Griffin 

 

ในปี 1996 ทางไซริกซ์ก็ได้พัฒนาสินค้าใหม่ออกมาอีก ซึ่งคราวนี้ก็ต้องถือว่าสร้างความฮือหาให้กับวงการพีซีได้มากพอสมควรเลยทีเดียว โดยไซริกซ์ได้พัฒนาซีพียูที่มีชื่อว่า MediaGX ขึ้นมาเพื่อเจาะตลาดพีซีในระดับล่างหรือกลุ่มพีซีราคาประหยัด (เช่นเดียวกับที่อินเทลพยายามจะทำ Netbook และ Nettop ในเวลานี้) 

 

จุดเด่นที่สุดของซีพียู MediaGX ก็คือ ซีพียูรุ่นนี้ใช้โครงสร้างซีพียูมาตรฐานแบบ x86 และสามารถลดต้นทุนของพีซีโดยรวมได้โดยการใส่ส่วนประกอบที่สำคัญต่างๆ ของพีซีลงไปในตัวซีพียูเลย MediaGX มีวงจรเสียงและหน่วยแสดงผลในตัว รวมทั้งยังมีวงจรอื่นที่เอาไว้จัดการงานพื้นฐานอื่นๆ ซึ่งโดยปกติแล้วจะเป็นหน้าที่ของส่วนอื่นๆ ที่อยู่บนเมนบอร์ด

 

MediaGX สื่อสารโดยตรงกับบัส PCI และเมมโมรี DRAM แถมระบบการแสดงผลยังเป็นระบบ SVGA คุณภาพสูงอีกด้วย แสดงผลได้ที่ 1280x 1024×8 หรือ1024×768x16 ได้ ซึ่งถือว่าเป็นความละเอียดที่สูงแล้วสำหรับยุคนั้น

สำหรับประสิทธิภาพในการทำงานของ MediaGX นั้น ถ้าเป็นคนที่คุ้นเคยกับการใช้งานซีพียูจากค่าอินเทลหรือเอเอ็มดีในยุคของเพนเทียม ก็ต้องบอกว่า MediaGX นั้น เป็นของเหมาะสำหรับการใช้งานทั่วไปจริงๆ แม้ว่าในบ้านเราจะไม่ได้รับความนิยมมากนักแต่ในผู้ประกอบการอย่าง Compaq, Packard Bell และ eMachines ต่างก็นำ MediaGX ไปผลิตเป็นเครื่องคอมพิวเตอร์สำเร็จรูปราคาประหยัดออกมาจำหน่ายและได้รับการตอบรับที่ดีพอสมควร มีทั้งคอมพิวเตอร์แบบเดสก์ท็อปและคอมพิวเตอร์แบบโน้ตบุ๊ก เพราะซีพียู MediaGX นั้นมีการผลิตในรุ่นสุดท้ายก็คือปี 1999 ทั้งๆ ที่ไซริกซ์ถูกบริษัทเนชันแนล เซมิคอนดักเตอร์ ซื้อไปตั้งแต่ปี 1997 ถ้า MediaGX ไม่มีตลาดรองรับอยู่ก็คงไม่มีการผลิตกันอย่างต่อเนื่องแบบนี้

 

ถึงแม้ว่าไซริกซ์จะถูกซื้อไปเมื่อปี 1997 แต่ในระหว่างนั้นก็มีซีพียูรุ่นใหม่ของไซริกซ์ออกมาสู่ตลาดอีก แต่ว่าคราวนี้ถูกผลิตโดยโรงงานของบริษัทเนชันแนล เซมิคอนดักเตอร์ แทนที่จะเป็นโรงงานของไอบีเอ็มเหมือนที่ผ่านๆ มา สำหรับซีพียูรุ่นใหม่นี้ใช้ชื่อว่า Cyrix MII ซึ่งจริงๆ มันก็คือ 6×86 ที่รองรับชุดคำสั่ง MMX นั่นเอง ส่วนการตอบรับในบ้านเราก็เหมือนเดิมคือน้อยมาก แต่ก็พอจะมีเข้ามาให้เห็นได้บ้าง

 

หลังจากมาอยู่ในอ้อมอกของเนชันแนล เซมิคอนดักเตอร์ได้ไม่นาน ในปี 1999 บริษัท VIA ก็ได้ขอซื้อไซริกซ์ซึ่งในเวลานั้นไซริกซ์มีสถานภาพเป็นแผนกหนึ่งของเนชันแนล เซมิคอนดักเตอร์ มาไว้ในครอบครอง และได้ทำการพัฒนาซีพียูออกมาโดยยังใช้ชื่อว่า Cyrix อยู่เช่นเดิม แต่ว่ามีโลโกของ VIA ไปอยู่บนตัวซีพียูด้วย โดยซีพียูตัวสุดท้ายที่ใช้ชื่อของไซริกซ์อยู่ก็คือ VIA Cyrix III-750A MHz แล้วหลักจากนั้น VIA ก็เปลี่ยนชื่อของซีพียูเป็น VIA C3 ในราวๆ ปี 2001 เรื่องราวของไซริกซ์และชื่อของไซริกซ์นั้นก็ได้ค่อยๆ เลือนรางและจางหายไปในที่สุด แม้ว่าทุกวันนี้จะมีคนที่จดจำซีพียูของไซริกซ์ได้บ้างแต่ก็ต้องบอกว่าน้อยเต็มที

 

แม้ในช่วงเวลาที่ผ่านมาทางไซริกซ์ไม่ได้สร้างความเปลี่ยนแปลงหรือสามารถสั่งคลอนบัลลังก์ของอินเทลได้เฉกเช่นเอเอ็มดี แต่ที่น่าสนใจก็คือไซริกซ์ไม่ได้ทำการผลิตซีพียู x86 ภายใต้ลิขสิทธิ์ของอินเทล ซึ่งแตกต่างจากผู้ผลิตซีพียูอื่นๆ ไซริกซ์ได้ทำการออกแบบโครงสร้างสถาปัตยกรรมซีพียูใหม่ทั้งหมดเพื่อให้ทำงานเข้ากับแพลตฟอร์มของอินเทล ซึ่งตรงนี้ถือเป็นเรื่องที่น่าชื่นชมมากในแง่ของผู้พัฒนาเทคโนโลยี ส่วนความสำเร็จในด้านธุรกิจก็เป็นอีกเรื่อง

 

ผมนำเรื่องราวของซีพียูไซริกซ์มาเล่า ซึ่งก็ต้องถือว่าเป็นเรื่องเก่าเล่าใหม่อย่างยืดยาวนี้ก็มีวัตุประสงค์อยู่อย่างหนึ่งก็คือ เพื่อให้เห็นว่าเทคโนโลยีที่จะออกมาในวันข้างหน้าที่หลายคนเห็นว่าเป็นนวัตกรรมล่าสุดนั้น ถ้าลองมาดูในเรื่องความแนวความคิดเราก็ต้องบอกว่ามันไม่ใช่ความคิดใหม่เลย ไม่ว่าจะเป็นเทคโนโลยีฟิวชันของเอเอ็มดีที่จะสร้างซีพียูที่รวมจีพียูเข้าไปด้วย อันนี้อินเทลก็เตรียมที่จะทำเช่นกัน โดยใช้ซีพียู Nehalem ที่เราพูดถึงในฉบับนี้นี่แหละ หรือเทคนิคการจัดการพลังงานด้วยการแยกชุดจ่ายไฟให้กับซีพียูโดยแยกระหว่าง I/O กับส่วนประมวลผล มันก็เคยเกิดขึ้นมาในซีพียูของไซริกซ์ หรือแม้กระทั่งระบบ P-Rating เองก็เคยถูกนำมาใช้อีกครั้งโดยเอเอ็มดี ก็ล้วนมีจุดเริ่มต้นมาจากไซริกซ์ทั้งสิ้น

 

สำหรับเรื่องราวในครั้งต่อไปที่ผมเคยบอกว่าจะเป็นเรื่องของการประมวลผลในโลกยุค Visual Computing นั้น อาจจะต้องมีการเปลี่ยนแปลงแล้วครับ เพราะตอนนี้กระแสของ SSD นั้นมาแรงอย่างมากเลยทีเดียว ล่าสุดก็มี SSD ความจุสูงในระดับ 64GB และ 120GB เข้ามาจำหน่ายในบ้านเราแล้ว แม้ว่าความจุระดับ 60GB มันจะมีราคาเริ่มต้นที่หลักหมื่น แต่ผมก็คิดว่าราคาก็คงจะลงมาในระดับต่ำกว่าหมื่นในเร็วๆ นี้ครับ

เอาเป็นว่าคราวหน้าเราจะมาลองดูกันครับว่า SSD นั้นได้เข้ามามีบทบาทในอุตสาหกรรมคอมพิวเตอร์มากน้อยขนาดไหนแล้วในเวลานี้

QuickNote ,

Reader:784

  1. No comments yet.
  1. No trackbacks yet.