ตลาดกราฟิกชิปโน้ตบุ๊กร้อนเป็นไฟ เมื่อเอเอ็มดี แข็งแกร่งขึ้น อินเทลยังเป็นผู้นำ ส่วนเอ็นวิเดียอยู่ในสภาวะที่ถดถอย
ถ้าเรามองในภาพรวมของตลาดกราฟิกชิปโดยไม่คำนึงถืงว่าจะเป็นกราฟิกชิปแบบแยก หรือกราฟิกชิปแบบรวม (กราฟิกชิปออนบอร์ด) ผู้นำอันดับหนึ่งไม่ใช่เอ็นวิเดียที่มีกราฟิกชิปอย่าง GeForce และไม่ใช่เอเอ็มดีผู้มี Radeon HD แต่ว่าเป็นอินเทลผู้ผลิตซีพียู Core 2 อันเลื่องลือนั่นเอง
เพราะในช่วงหลายปีที่ผ่านมาเมื่ออินเทลได้เข้าครอบครองโลกของพีซีและโน้ตบุ๊ก มันก็ส่งผลให้มีผู้ใช้กราฟิกชิปแบบรวมของอินเทลเป็นจำนวนมากตามไปด้วย โดยที่ผู้ผลิตกราฟิกชิปทั้งหลายแทบจะไม่รู้ตัว หรืออาจจะรู้แต่ว่าก็ไม่ได้ใส่ใจมากนัก และในทางกลับกันอินเทลเองก็อาจจะไม่ได้ให้ความสำคัญกับตลาดนี้มากนัก เพราะยังไงซะผู้ผลิตคอมพิวเตอร์และโน้ตบุ๊กจำนวนไม่น้อยก็ได้เลือกใช้ชิปเซตของอินเทลที่มีกราฟิกชิปแบบรวมไปใช้งานด้วยค่อนข้างแน่นอนอยู่แล้ว
แต่ไม่นานมานี้ก็มีข้อมูลที่น่าสนใจแสดงออกมา โดยเฉพาะในกลุ่มตลาดคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊กนั้นมีตัวเลขที่น่าสนใจอย่างยิ่ง ข้อมูลในตารางนี้แสดงให้เห็นส่วนแบ่งทางด้านการตลาดของกราฟิกชิปที่อยู่ในคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ก โดยเป็นข้อมูลที่รวบรวมมาตั้งแต่ปลายปี 2007 จนมาถึงควอเตอร์ที่ 3 ของปี 2008
ถ้าเราดูตัวเลขตั้งแต่ช่วงปลายปี 2007 จะเห็นได้ว่า เอเอ็มดีนั้นมีส่วนแบ่งของกราฟิกชิปบนโน้ตบุ๊กน้อยที่สุดคือ 18.3% ตามด้วยเอ็นวิเดีย 26.2% และอันดับหนึ่งก็คืออินเทล 53.9% ซึ่งแน่นอนว่าตัวเลขนี้ก็ได้แสดงให้เห็นถึงความนิยมของซีพียูอินเทลบนโน้ตบุ๊กอย่างชัดเจนอีกด้วย
ส่วนพอเริ่มต้นของปี 2008 ใน Q1 นั้นส่วนแบ่งของเอเอ็มดีตกจาก 18.3% ไปเหลือ 17.4% ส่วนอินเทลนั้นใน Q1 ของปี 2008 ส่วนแบ่งก็ลดลงเช่นกัน แต่สำหรับเอ็นวิเดียใน Q1 ของปี 2008 นั้นเป็นเพียงรายเดียวที่มีส่วนแบ่งเพิ่มขึ้นเป็น 27%
แต่หลังจากมีข่าวไม่ค่อยดีเกี่ยวกับปัญหากราฟิกชิปบางรุ่นของเอ็นวิเดียที่ใช้ในโน้ตบุ๊ก ทำให้สถานะการณ์เปลี่ยนแปลงไป โดยใน Q2 จากส่วนแบ่งที่เคยมีอยู่ถึง 27% นั้นลดลงมาเหลือเพียง 23.6% และพอมาถึง Q3 นั้นก็ลดลงไปอีกเหลือเพียง 21.8% เท่านั้น
ในทางกลับกันเอเอ็มดีที่เคยมีส่วนแบ่งทางการตลาดน้อยที่สุดกลับก้าวกระโดดจาก 17.9 ใน Q2 มาเป็น 20.9% ได้ใน Q3
และสำหรับอินเทลแม้ว่า Q1 ของปี 2008 จะมีตัวเลขที่ไม่ดีแต่พอมาถึง Q2 ของปี 2008 ก็กลับมาได้เป็น 57.1% ส่วน Q3 ลดลงไปเล็กน้อยอยู่ที่ 56.2%
อย่างไรก็ตามข้อมูลนี้ไม่ได้วิเคราะห์เจาะลึกลงไปว่าการที่อินเทลมีส่วนแบ่งเพิ่มขึ้นนั้นมาจากการได้รับความนิยมในตลาดเน็ตบุ๊กด้วยหรือไม่ แต่คนที่หนักใจมากที่สุดก็คงจะเป็นเอ็นวิเดีย
สุดท้ายก็คงจะต้องรอดูไปถึงสิ้นปีอีกครั้งว่าตัวเลขของใครจะเป็นอย่างไร

ความคิดเห็นล่าสุด