Home > การเลือกซื้อ, เคสคอมพิวเตอร์ > การเลือกซื้อเคส สำหรับการประกอบคอมพิวเตอร์


การเลือกซื้อเคส สำหรับการประกอบคอมพิวเตอร์

November 14th, 2008

file

เคส (Case) หรือบางครั้งเราก็ไปเจอศัพท์คำว่าแชสซี (Chassis) ในเรื่องของคอมพิวเตอร์ ซึ่งมันก็หมายถึงเคสหรือตัวถังของเครื่องคอมพิวเตอร์นั่นเอง เคสหรือตัวถังของเครื่องคอมพิวเตอร์มันก็มีหน้าที่หลักๆ ของมันก็คือใช้สำหรับการติดตั้งอุปกรณ์ต่างๆ ให้รวมอยู่ในที่เดียวกันด้วยความเป็นระเบียบเรียบร้อย และช่วยให้ผู้ใช้คอมพิวเตอร์ใช้งานได้อย่างสะดวกโดยไม่เกิดอันตราย คุณลองนึกถึงรถยนต์ที่มีแต่เบาะนั่ง พวงมาลัย กับโครงที่ยึดเครื่องยนต์ และข้อเข้าด้วยกัน โดยไม่มีตัวถังส่วนที่เป็นหลังคา ประตูหรือฝากระโปรงรถดู ซึ่งแน่นอนว่ามันวิ่งได้ แต่ว่ามันคงไม่สะดวกสบายเอาเลย

ทีนี้เรื่องของเคสคอมพิวเตอร์มันไม่ใช่แค่กล่องสี่เหลี่ยมหรือกล่องอะไรก็ได้ที่นำมาเจาะรูเพื่อยึดเมนบอร์ด ฮาร์ดดิสก์ ซีดีรอม และพาวเวอร์ซัพพลายแล้วต่อสายเข้าด้วยกัน จริงอยู่ที่คุณอาจจะเคยเห็นเคสที่ถูกสร้างขึ้นมาเองอย่างอิสระตามใจผู้สร้าง แต่เคสที่เรากำลังพูดถึงนี้เป็นเคสที่ถูกสร้างขึ้นมาสำหรับความเป็นมาตรฐานเดียวกันทั่วโลก

13-ATX-BTX

FormFactors.org ผู้กำหนดมาตรฐาน
เวลาเราดูสเปคของเมนบอร์ด หรือพาวเวอร์ซัพพลายเราอาจจะได้เคยเห็นคำว่า ATX Form Factors กันมาบ้าง ซึ่ง FormFactors นั้นเป็นการรวมกลุ่มกันของผู้ที่อยู่ในอุตสาหกรรมคอมพิวเตอร์เพื่อที่จะร่วมกันกำหนดมาตรฐานของสิ่งที่กำลังจะออกแบบและพัฒนาร่วมกัน เช่นที่เราได้ยกตัวอย่างในตอนต้นไปว่ามีเมนบอร์ดแบบ ATX พาวเวอร์ซัพพลายแบบ ATX นั่นก็หมายความว่า ไม่ว่าคุณจะเป็นผู้ผลิตเมนบอร์ดยี่ห้อไหน อยู่ในประเทศไหน รวมไปถึงผู้ผลิตพาวเวอร์ซัพพลายด้วย ถ้าต้องการให้ใช้งานร่วมกันได้ก็จงผลิตอุปกรณ์เหล่านี้ขึ้นภายใต้ข้อกำหนดที่ตกลงร่วมกันจาก FormFactors.org

ซึ่งการตกลงมาตรฐานแต่ละเรื่องก็จะมีเอกสารและเชื่อเรียกที่แตกต่างกันออกไป เช่นพาวเวอร์ซัพพลายแบบ ATX ก็จะมีเวอร์ชันย่อยๆ ตามการปรับปรุงออกไปอีกเช่นเป็น Power Supply ATX 1.2, หรือ ATX 2.3 เป็นต้น

เคสคอมพิวเตอร์ก็เหมือนกันมันถูกกำหนดมาตรฐานบางอย่างซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานของตัวเคสจากองค์กร FormFactors.org นี้ ดังจะสังเกตได้จากเคสคอมพิวเตอร์ที่สามารถติดตั้งเมนบอร์ดแบบ ATX ได้ ดูจากภายนอกแล้วจะเห็นได้ว่ามีรูปร่างและขนาดที่แตกต่างกันออกไป หรือแม้กระทั่งภายในก็อาจจะมีพื้นที่การใช้งานหรือส่วนประกอบอื่นๆ ที่แตกต่างกันออกไป แต่สุดท้ายเราก็สามารถนำเมนบอร์ด ATX พาวเวอร์ซัพพลาย ATX เข้าไปติดตั้งในเคสใดๆ และใช้งานได้โดยไม่เกิดปัญหาเพียงแต่ของให้มันเป็นเคสที่สร้างขึ้นมาตามมาตรฐาน ATX เท่านั้น

 

FormFactor ของเคส
ถ้าใครได้อ่านบทความเรื่องพาเวอร์ซัพพลายมาบ้างแล้วจะเห็นว่าเราได้มีการพูดถึง Form Factors ของพาวเวอร์ซัพพลายชนิดต่างๆ ซึ่งอันที่จริงแล้ว Form Factors แต่ละแบบมันจะมีอุปกรณ์ที่สำคัญๆ และเกี่ยวข้องกันอยู่สามอย่างคือ 1. เคส 2. พาวเวอร์ซัพพลาย 3.เมนบอร์ด  แต่ว่าการเปลี่ยนแปลงเวอร์ชันย่อยๆ ของ FormFactor นั้นไม่จำเป็นที่อุปกรณ์ต่างๆ ทั้งสามอย่างจะต้องเปลี่ยนไปพร้อมกัน แต่ถ้าเป็นการเปลี่ยนแบบหลักๆ ต้องมีการเปลี่ยนแปลงให้สอดคล้องกันเราลองมาไล่ดูรุ่นของ Form Factors สำหรับเคสและเมนบอร์ดกันดู

•    PC-XT: มาตรฐานของพีซียุคแรก เริ่มต้นเมื่อ สิงหาคม 1981 เป็นยุคของซีพียู 8088/86
•    Full-Size AT: สิงหาคม 1984 เป็นการขยายขนาดของตัวเคสเพื่อให้รองรับกับเมนบอร์ดที่มีขนาดใหญ่ขึ้นรองรับซีพียู 80286 ที่มีความซับซ้อนเพิ่มขึ้น เป็นเมนบอร์ดที่มีประสิทธิภาพสูง
•    Baby-AT: สิงหาคม 1984 มาตรฐานนีก็เกิดขึ้นมาพร้อมๆ กับ Full-Size AT แต่รองรับเมนบอร์ดที่มีขนาดเล็กกว่า แต่มาตรฐานของ Baby นั้นก็มีการใช้งานมาอย่างต่อเนื่องยาวนานจนถึงยุคซีพียู ซ็อกเก็ต 7 และมีการใช้งานการ์ดจอแบบ AGP กันแล้ว ส่วนสล๊อตก็มีทั้งแบบ PCI และแบบ ISA เรียกว่าอยู่ในช่วงของการเปลี่ยนผ่านเทคโนโลยี
•    LPX และ mini-LPX เป็นมาตรฐานที่ถูกนำเสนอโดยบริษัท Western Digital ในปี 1987 เป็นเคสที่ออกแบบมาในลักษณะวางในแนวนอนแต่มีขนาดที่ค่อนข้างบาง หรือเรียกกันเป็นภาษาเทคนิคว่า Low Profile โดยพื้นฐานหลักๆ จะนำมาจาก Baby-AT โดยเคสแบบ LPX และ mini-LPX นั้นได้รับความนิยมจากผู้ผลิตคอมพิวเตอร์แบรนด์ใหญ่ๆ เป็นอันมากเพราะรูปร่างหน้าตาของคอมพิวเตอร์ที่ใช้มาตรฐาน LPX  และ mini-LPX นั้น จะดูเพรียวบางสวยงามมากทีเดียว (ในเวลานั้นนะ)
•    ATX: มาตรฐาน ATX ถูกพัฒนาด้วยการนำข้อดีและจุดเด่นของ Baby-AT กับ LTX มารวมกัน โดยมาตรฐานแบบ ATX นี้ถูกนำเสนอโดยอินเทลในเดือนมิถุนายน 1995 แต่ว่าต้องใช้ระยะเวลาประมาณ 1 ปี คือราวๆ กลางปี 1996 มาตรฐาน ATX จึงจะได้รับการยอมรับกันอย่างเต็มที่ จากนั้นก็มีการอัปเดตเป็นเวอร์ชัน 2.01 ในเดือนกุมภาพันธ์ 1997 ปรับปรุงเป็นเวอร์ชัน 2.03 ในเดือนพฤษภาคม 2000 ปรับปรุงเป็นเวอร์ชัน 2.1 ในเดือนมิถุนายน 2002 และปรับปรุงเป็นเวอร์ชัน 2.2 ในปี 2004
•    microATX : มาตรฐาน microATX นี้ถูกนำเสนอโดยอินเทลเป็นการนำ ATX มาปรับปรุงในปี 1997 โดยเป็นการลดขนาดของเมนบอร์ดแบบ ATX ลงมาจน แต่ว่าการวางตำแหน่งอุปกรณ์ต่างๆ ยังคงเป็นรูปแบบเดียวกับเมนบอร์ด ATX เคสที่และพาวเวอร์ซัพพลายที่ใช้กับเมนบอร์ดแบบ ATX สามารถนำมาใช้งานร่วมกับเมนบอร์ดแบบ microATX ได้ แต่ว่าเคสและพาวเวอร์ซัพพลายที่ออกแบบเฉพาะมาสำหรับ microATX จะนำไปใช้กับ ATX ไม่ได้ ด้วยสาเหตุทางกายภาพคือขนาดของเมนบอร์ดที่ใหญ่กว่านั่นเอง และพาวเวอร์ซัพพลายเองถึงจะใช้ได้แต่ก็ไม่เหมาะเพราะคอมพิวเตอร์ที่เป็น microATX นั้นจะใช้พลังงานน้อยกว่าพวก ATX อาจจะทำให้เกิดปัญหาไฟฟไม่พอได้
•    FlexATX : เป็นการนำสเปคของ microATX มาดัดแปลงให้เล็กลงเพื่อผลิตออกมาเป็นคอมพิวเตอร์ทีมีขนาดกระทัดรัดสำหรับการใช้งานที่ไม่หนักมากเกินไป แต่ดูเหมือนว่าจะไม่ประสบความสำเร็จ แต่มันก็เป็นต้นแบบสำหรับการออกแบบคอมพิวเตอร์ขนาดเล็กๆ ที่ดี
•    BTX: Balanced Technology Extended (BTX) ถูกนำเสนอโดยอินเทลตั้งแต่เดือนกันยายน 2003 และทำการปรับปรุงใหม่ในเดือนกุมภาพันธ์ 2004 มาตรฐานแบบ BTX นั้นถูกออกแบบมาเพื่อให้รองรับความหลากหลายที่มีอยู่ใน ATX และ microATX  อย่างไรก็ตามมาตรฐาน BTX ดูเหมือนว่าจะไม่ได้รับความสนใจมากนัก จึงทำให้ทุกวันนี้เรายังคงใช้ ATX และ microATX กันเป็นส่วนใหญ่ แต่ก็มีผู้ผลิตเคสบางรายที่มีการออกแบบให้เคสของตนสามารถรองรับได้ทั้ง ATX และ BTX ซึ่งถือว่าเป็นเคสที่น่าสนใจไม่น้อยเลยทีเดียว

จริงๆ แล้วมาตรฐาน Form Factors ของเคส เมนบอร์ด และพาวเวอร์ซัพพลายมันมีรายละเอียดปลีกย่อยอีกมากมาย แต่ด้วยพื้นที่อันจำกัดนี้เราจึงนำเสนอเฉพาะมาตรฐานที่มีความสำคัญต่อการใช้งาน และเป็นสิ่งที่มีขายในท้องตลาดเท่านั้น

ATX-Layout
เลย์เอาต์ของการวางตำแหน่งอุปกรณ์ต่างๆ ในเคสแบบ ATX 

 

 ATX-MOBO-Layout
ถึงแม้จะเป็นบอร์ดแบบ ATX เหมือนๆ กัน แต่ผู้ผลิตเมนบอร์ดก็สามารถทำรายละเอียดบางส่วนของเมนบอร์ดให้แตกต่างกันไปตามคุณสมบัติของเมนบอร์ดนั้นๆ ได้โดยไม่มีปัญหากับเคส

 

 MOBO-Hold
รูปนี้แสดงให้เห็นความแตกต่างของขนาดระหว่างเมนบอร์ดแบบ ATX, microATX และ FlexATX

CASE-1
CASE-2

ลักษณะทั่วไปของเคส ทั้งทางด้านหน้าและด้านหลัง

 

mini-case 
เคสขนาดเล็กที่เหมาะกับประกอบเป็นคอมพิวเตอร์เพื่อการดูหนังฟังเพลง

 

การเลือกซื้อเคส
มันเป็นการยากที่จะบอกว่าเคสคอมพิวเตอร์แบบไหนดีที่สุด เพราะมันต้องขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ในการของผู้ใช้แต่ละคนเป็นหลัก เพราะโดยพื้นฐานแล้วเคสแต่ละตัวถูกออกแบบและสร้างขึ้นมาอยู่บนพื้นฐานของมาตรฐานเดียวกันไม่ว่าจะเป็นเคสแบบ ATX หรือแบบ microATX ก็ตาม ดังนั้นการเลือกซื้อเคสจึงต้องดูวัตถุประสงค์ของการประกอบเครื่องคอมพิวเตอร์ขึ้นมาใช้งานด้วยว่าเป็นอย่างไร

อันดับแรกถ้าคุณซื้ออุปกรณ์อื่นๆ มาก่อนเช่น เมนบอร์ด ก็ต้องดูด้วยว่าเมนบอร์ดที่คุณซื้อมาเป็นแบบไหน ATX หรือ microATX ถ้าเป็น microATX คุณก็มีทางเลือกค่อนข้างเยอะ เพราะคุณสามารถที่จะซื้อเคสได้ทั้งแบบ microATX และ ATX มาใช้ แต่ถ้าเมนบอร์ดของคุณเป็น ATX คุณก็ต้องมองหาเคสแบบ ATX เพียงอย่างเดียวเท่านั้น หรือถ้าอยากเท่ห์กับมีงบประมาณมากหน่อยก็อาจจะซื้อเคสที่มันรองรับได้ทั้ง ATX และ BTX มาใช้งานก็ได้

เมื่อพูดถึงราคาก็คงจะมีคนสงสัยเหมือนกันว่าเคสธรรมดาๆ ราคาไม่ถึงพันบาทมีพาวเวอร์ซัพพลายมาให้ด้วย แต่ทำไมเคสบางตัวราคาเป็นหมื่น หรือสองสามหมื่นจึงไม่มีอะไรมาให้เลย คำตอบก็คือเคสราคาแพงส่วนใหญ่จะถูกซื้อโดยผู้ที่ใช้คอมพิวเตอร์สเปคสูง ซึ่งสเปคแบบนี้ไม่สามารถใส่ลงในเคสทั่วๆ ไปได้หมด แม้ว่ามันจะเป็นมาตรฐาน ATX เหมือนกันก็ตาม หรือใส่ได้แต่ว่ามันก็จะแออัดยัดเยียดกันมากเกินไป และมันยังใช้พลังงานที่สูงจึงต้องเลือกซื้อพาวเวอร์ซัพพลายแบบแยกที่มีวัตต์สูงๆ มาใช้งานด้วย

และอีกส่วนที่สำคัญที่ทำให้เคสบางอย่างมีราคาแพงก็คือเรื่องของวัสดุอุปกรณ์ที่นำมาทำเป็นตัวเคส เช่นทำจากอลูมิเนียม หรือเหล็ก หรือเหล็กผสมพิเศษ แต่เคสบ้านๆ อาจจะทำมาจากเหล็กแผ่นบางๆ ที่อาจจะบางกว่าสังกะสีด้วยซ้ำไป จึงทำให้มีต้นทุนการผลิตที่แตกต่างกัน รวมไปถึงอุปกรณ์เสริมภายในเคสเช่น ใช้น็อตแบบมือหมุน ไม่ต้องใช้ไขควง มีขาล๊อกฮาร์ดดิสก์ ขาล็อกซีดีรอม เป็นพิเศษที่ทำให้ใส่และถอดได้สะดวกเป็นต้น

ประเด็นต่อไปนี้ก็เป็นข้อเตือนใจสำหรับการเลือกซื้อเคสลองนำสิ่งเหล่านี้ไปพิจารณาดู

1. เคสต้องมีความแข็งแรง เช่นตัวเคสเองต้องไม่ปิดงอง่าย ลองนำออกจากกล่องแล้วลองหาพื้นเรียบๆ วางดู ถ้ามันโยกเยกได้ ก็แปลว่าตัวเคสอาจจะมีการบิดงอ ซึ่งมันจะส่งผลให้เวลาเราติดตั้งเมนบอร์ดลงไป เมนบอร์ดก็อาจจะเกิดการบิดงอ แม้จะเล็กน้อยแต่ก็มีผลต่อการทำงาน จนบางครั้งพอเราใส่การ์ดแล้วไขน๊อตก็จะพบว่าไม่พอดี หรือพอบังคับมันให้พอดีก็จะเปิดเครื่องไม่ติด นั่นเป็นสาเหตุของการบิดของของตัวเคสที่ทำให้อุปกรณ์อื่นๆ บิดงอตามไปด้วย ทำให้หน้าสัมผัสของแผ่นวงจรกับสล๊อตต่างๆ สัมผัสกันไม่สนิทอันเป็นสาเหตุปัญหาของไฟเข้าแต่เครื่องไม่ทำงาน เป็นต้น

2. เคสต้องมีขนาดใหญ่เพียงพอต่อการติดตั้งอุปกรณ์ของเรา เช่นถ้าคุณมีความจำเป็นต้องติดตั้งฮาร์ดดิสก์สัก 4 ตัว เคสทั่วๆ ไปก็สามารถที่จะติดตั้งฮาร์ดดิสก์จำนวนขนาดนี้ได้ แต่ปัญหาก็คือเรื่องของความร้อนสะสมในการทำงาน ฮาร์ดดิสก์เป็นอุปกรณ์ตัวหนึ่งที่สร้างความร้อนได้อย่างมากมายพอสมควรเลยทีเดียว การทำงานในห้องที่ไม่ได้ติดเครื่องปรับอากาศฮาร์ดดิสก์ลูกหนึ่งๆ อาจจะมีอุณหภูมิสะสมสูงถึง 60 องศาเลยทีเดียว ถ้าคุณมีความจำเป็นต้องใช้อุปกรณ์จำนวนมาก และเครื่องคอมพิวเตอร์ก็ไม่ได้ทำงานในห้องที่เปิดเครื่องปรับอากาศตลอดเวลา เราแนะนำให้มองหาเคสที่สามารถใส่ฮาร์ดดิสก์ได้มากเป็นสองเท่าของความต้องการ เช่นต้องการใช้ฮาร์ดดิสก์ 4 ตัว ก็มองหาเคสที่มันใส่ฮาร์ดดิสก์ได้สัก 8 ตัว หรือ 6 ตัวเป็นอย่างน้อย นี่ยังไม่นับพวกกราฟิกการ์ดประสิทธิภาพสูงทั้งหลายที่มีความร้อนยิ่งกว่าซีพียูซะอีก ถ้าเป็นแบบนี้ให้มองหาเคสที่มันมีขนาดใหญ่ในระดับที่เรียกว่าเป็น Full Size Tower เลยจะดีที่สุด

3. เคสต้องมีการระบายอากาศที่ดี ความร้อนในการทำงานของเครื่องคอมพิวเตอร์เป็นสิ่งที่อันตรายไม่น้อยเลยทีเดียว เพราะถ้าอุณหภูมิภายในเคสสูงก็จะทำอุปกรณ์ต่างๆ ในเคสมีอุณหภูมิสูงตามไปด้วยเนื่องจากไม่สามารถถ่ายเทความร้อนออกไปภายนอกเคสได้ ดังนั้นเคสที่ดีควรจะมีทิศทางการไหลเข้าและไหลออกอย่างสะดวก ซึ่งบางครั้งเวลาเราไปเลือกซื้อเราก็ต้องจินตนาการดูว่าเมื่อติดตั้งอุปกรณ์ต่างๆ ลงไปแล้วมันจะไปขวางทางลม ทิศทางการไหลเวียนของอากาศได้หรือไม่ มีช่องสำหรับติดตั้งพัดลมเพิ่มเติมเพื่อช่วยการไหลเวียนของอากาศได้หรือไม่ อันนี้ก็เป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม

4. เคสเหล็ก กับเคสอะลูมิเนียม เป็นอีกคำถามที่น่าสนใจแต่ถ้าซึ่งมีการทดสอบออกมาแล้วพบว่าเคสสองตัวที่ใช้วัสดุแตกต่างกัน แต่มีการออกแบบเหมือนกันทุกประการมีความสามารถในการระบายความร้อนได้ไม่แตกต่างกัน ดังนั้นถ้าคุณไปเจอเคสที่หน้าตาเหมือนกันทุกประการแต่ตัวหนึ่งทำด้วยเหล็ก อีกตัวหนึ่งทำด้วยอะลูมิเนียม ก็ลองชั่งใจดูว่าชอบแนวใน ถ้าเป็นสไตล์ใช้งานแบบไม่โหดเป็นคนมือเบาก็เลือกเคสอะลูมิเนียม แต่ถ้าสมบุกสมบันหน่อยเคสที่ทำจากเหล็กจะให้ความคงทนที่ดีกว่า

5. พาวเวอร์ซัพพลายที่มาพร้อมเคส : พาวเวอร์ที่มาพร้อมเคสราคาระดับ 1,000 หรือ 1,200 บาท หรือแม้กระทั่ง 1500 บาท นั้น เราแนะนำให้ใช้กับสเปคเครื่องต่ำๆ เท่านั้น เช่น ใช้ซีพียูรุ่นเล็กๆ อย่าง Celeron หรือ Sempron ใช้เมนบอร์ดแบบ microATX ที่มีการ์ดแสดงผลในตัว และไม่มีการติดตั้งการ์ดแสดงผลเพิ่มเติม มีฮาร์ดดิสก์และออปติคอลไดร์ฟอย่างละหนึ่งตัว มีหน่วยความจำไม่เกิน 2GB นี่คือสเปคที่เราแนะนำให้ใช้กับพาวเวอร์ซัพพลายที่มาพร้อมเคส หลายคนบอกนี่มันก็เกินไป ที่ใช้อยู่สเปกมากกว่านี้ไม่มีเห็นมีปัญหาอะไร อันนี้ก็เป็นแค่คำแนะนำของเราส่วนท่านจะเชื่อหรือไม่เชื่อเป็นสิทธิ์ของท่านครับ

บทความที่เกี่ยวข้อง

การเลือกซื้อ, เคสคอมพิวเตอร์ , , , ,

Reader:4681

  1. No comments yet.
  1. No trackbacks yet.