Home > ข่าวประชาสัมพันธ์ > ไอบีเอ็มเปิดตัวเทคโนโลยีสีเขียว 2.0 แบบครบวงจร ช่วยธุรกิจไทยก้าวสู่การเป็นองค์กรสีเขียวอย่างเต็มรูปแบบ


ไอบีเอ็มเปิดตัวเทคโนโลยีสีเขียว 2.0 แบบครบวงจร ช่วยธุรกิจไทยก้าวสู่การเป็นองค์กรสีเขียวอย่างเต็มรูปแบบ

July 25th, 2008

บริษัท ไอบีเอ็ม ประเทศไทย จำกัด สานต่อความเป็นผู้นำด้านนวัตกรรม เปิดตัวเทคโนโลยี สีเขียว 2.0’  มุ่งสนับสนุนภาคธุรกิจและสังคมไทยที่กำลังเผชิญวิกฤติด้านพลังงานรวมทั้งปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมและโลกร้อน ลดการใช้พลังงานและค่าใช้จ่าย รวมทั้งเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการพลังงานภายในองค์กรและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างครบวงจร ตั้งแต่การจัดการระบบดาต้าเซ็นเตอร์ไปจนถึงการจัดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ขององค์กรออกสู่ชั้นบรรยากาศ

 

หลังจากที่ไอบีเอ็มได้เปิดตัวโครงการ Project Big Green ทั่วโลกไปตั้งแต่เดือนมิถุนายน พ.ศ. 2550 โดยใช้เงินลงทุนกว่า 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ควบรวมเซิร์ฟเวอร์ภายในสำนักงานของไอบีเอ็มทั่วโลกและได้นำนวัตกรรมต่าง ๆ ทั้งฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ และความรู้ความชำนาญของตัวเองไปปรับปรุงการจัดการพลังงานในองค์กร จนประสบความสำเร็จสามารถลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ของทั้งองค์กรได้ถึง 12 เปอร์เซ็นต์ รวมทั้งสามารถเพิ่มหน่วยประมวลผลของระบบไอทีในองค์กรได้อีกเท่าตัวโดยไม่ต้องใช้พลังงานเพิ่มหรือปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกสู่บรรยากาศเพิ่มแต่อย่างใด นอกจากนั้นแล้ว ไอบีเอ็มยังได้นำเทคโนโลยีด้านการจัดการพลังงานดังกล่าว ไปสนับสนุนลูกค้ากว่า 2,000 รายทั่วโลก เพิ่มประสิทธิภาพการจัดการพลังงานโดยเฉพาะอย่างยิ่งในดาต้าเซ็นเตอร์ รวมทั้งลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานต่าง ๆ ลงได้มากถึง 40 เปอร์เซ็นต์

 

สาเหตุที่ไอบีเอ็มให้ความสำคัญกับการใช้พลังงานในดาต้าเซ็นเตอร์เป็นพิเศษ เนื่องจากมีการประเมินว่ากว่า 60 เปอร์เซ็นต์ของต้นทุน และ 50 เปอร์เซ็นต์ของค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานของดาต้าเซ็นเตอร์ เป็นค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับพลังงานทั้งสิ้น นอกจากนี้ แนวโน้มการใช้พลังงานในดาต้าเซ็นเตอร์ยังมีการประเมินว่าจะเพิ่มสูงขึ้น 2 เท่า ทุกๆ 5 ปี เนื่องจากดาต้าเซ็นเตอร์ประกอบด้วยเซิร์ฟเวอร์และอุปกรณ์ต่างๆ ที่ต้องการใช้พลังงานในการประมวลผลจำนวนมาก

 

สืบเนื่องจากปัญหาการใช้พลังงานและสิ่งแวดล้อมนี้เอง ไอบีเอ็มจึงเร่งคิดค้นนวัตกรรม เพื่อสานต่อความเป็นผู้นำนวัตกรรมและเทคโนโลยีครบวงจร โดยเปิดตัวเทคโนโลยี สีเขียว 2.0’ เพื่อช่วยองค์กรธุรกิจเพิ่มประสิทธิภาพและลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน ตัวอย่างเทคโนโลยี สีเขียว 2.0’ ของไอบีเอ็ม ได้แก่ โซลูชั่นทางด้านดาต้าเซ็นเตอร์รูปแบบใหม่ ในชื่อว่า ดาต้าเซ็นเตอร์แบบโมดูลาร์ (Modular Data Center) ซึ่งถือเป็นระบบดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดเล็กของไอบีเอ็ม ที่สามารถรองรับความต้องการของธุรกิจที่หลากหลาย ตั้งแต่องค์กรขนาดใหญ่ไปจนถึงธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก ดาต้าเซ็นเตอร์แบบโมดูล่าร์รุ่นใหม่นี้ ได้แก่


1) เอ็นเตอร์ไพรส์ โมดูลาร์ ดาต้าเซ็นเตอร์ (Enterprise Modular Data Center - EMDC) ถือเป็นดาต้าเซ็นเตอร์ยุคใหม่ที่ได้รับการออกแบบด้วยระบบมาตรฐาน รองรับพื้นที่ได้ตั้งแต่ 5,000 ถึง 20,000 ตารางฟุต สามารถติดตั้งใช้งานได้รวดเร็วกว่าดาต้าเซ็นเตอร์แบบเดิม  มีจุดเด่น คือ เรื่องความยืดหยุ่นที่เปิดโอกาสให้ลูกค้าสามารถเลือกติดตั้งโมดูลที่มีขนาดเล็กก่อนแล้วค่อย ๆ ขยายระบบขึ้นไปตามความต้องการด้านไอทีที่เพิ่มขึ้น รวมทั้งยังมีจุดเด่นเรื่องความสามารถด้านการประหยัดพลังงานขั้นสูงตามมาตรฐานของกรีน กริด (Green Grid –หน่วยงานที่เน้นหนักด้านการพัฒนาประสิทธิภาพการจัดการพลังงานโดยเฉพาะทางด้านดาต้าเซ็นเตอร์) ซึ่งช่วยให้องค์กรควบคุมค่าใช้จ่ายทั้งในด้านการลงทุนในระบบไอทีเบื้องต้น รวมทั้งค่าใช้จ่ายด้านพลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพในระยะยาว

2) พอร์เทเบิล โมดูลาร์ ดาต้าเซ็นเตอร์ (Portable Modular Data Center - PMDC) เป็นดาต้าเซ็นเตอร์รุ่นใหม่ที่มีฟังก์ชั่นพร้อมสรรพครบถ้วน ทั้งในส่วนของระบบไฟฟ้า ระบบระบายความร้อน และระบบตรวจสอบระยะไกล  รวมทั้งองค์ประกอบที่เหมาะต่อการปฏิบัติงานที่ปลอดภัยดังเช่นดาต้าเซ็นเตอร์แบบ ยกพื้น ทั่วไป ไม่ว่าจะเป็นการป้องกันเพลิงไหม้ ควัน ความชื้น ไอน้ำกลั่นตัว และอุณหภูมิที่เปลี่ยนไป ระบบ PMDC สามารถติดตั้งและทำงานได้ในทุกสภาพแวดล้อม รองรับเทคโนโลยีแบบเปิด และระบบต่างๆ ในสภาพแวดล้อมการติดตั้งแบบแร็ค (Rack) ตามมาตรฐานอุตสาหกรรม

3) ไฮ เดนซิตี้ โซน (High Density Zone - HDZ) เป็นระบบโมดูลาร์ที่ถูกออกแบบมาเพื่อช่วยเพิ่มขีดความสามารถการจัดการระบบไฟฟ้าและการระบายความร้อนให้กับดาต้าเซ็นเตอร์ที่มีอยู่  ระบบ HDZ สามารถติดตั้งกับดาต้าเซ็นเตอร์ได้โดยไม่ทำให้เกิดการหยุดชะงัก ทั้งยังช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายได้มากถึง 35 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับค่าใช้จ่ายในการปรับแต่งระบบให้เข้ากับดาต้าเซ็นเตอร์ที่มีอยู่

 

4) สตอเรจ เวอร์ช่วลไลเซชั่น (Storage Virtualization) หรือ IBM SAN Volume Controller (SVC) 4.3  ซอฟต์แวร์ทางด้านเวอร์ช่วลไลเซชั่นนี้ ถูกออกแบบมาเพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นและความรวดเร็วในการตอบสนองโครงสร้างพื้นฐานด้านไอที ด้วยการสร้างแหล่งเก็บข้อมูลแบบเสมือนที่ครอบคลุมทั่วทั้งองค์กร ซึ่งช่วยให้แผนกไอทีสามารถจัดการทรัพยากรต่างๆ ได้ในลักษณะรวมศูนย์ และตอบสนองความต้องการของผู้ใช้งานในองค์กรได้รวดเร็วขึ้น  นอกจากนี้ ซอฟท์แวร์ดังกล่าวยังช่วยลดความต้องการการใช้งานด้านสตอเรจของฮาร์ดแวร์ ซึ่งถือเป็นการลดการใช้พลังงานโดยรวมภายในดาต้าเซ็นเตอร์ได้อีกทางหนึ่งด้วย

5) ไอบีเอ็ม ทิโวลี มอนิเตอร์ริ่ง (IBM Tivoli Monitoring) เป็นซอฟท์แวร์ที่ควบคุมและจัดการระบบการใช้พลังงานขององค์กรโดยเฉพาะอย่างยิ่งภายในดาต้าเซ็นเตอร์ โดยทำงานร่วมกับระบบตรวจสอบต่าง ๆ ภายใน เพื่อช่วยบริหารระบบและจัดการเวิร์คโหลดต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในกรณีเกิดปัญหาฉุกเฉินทางด้านพลังงาน

6) บริการทางด้านไอทีเพื่อตรวจสอบการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ขององค์กรออกสู่ชั้นบรรยากาศ (IT Carbon Strategy Study) สำหรับองค์กรที่ต้องการปรับปรุงระบบการจัดการการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ของทั้งองค์กรด้วยระบบไอที ไอบีเอ็มมีบริการให้คำปรึกษาและดำเนินการตรวจสอบองค์กรทั้งระบบ ไม่ว่าจะเป็นดาต้าเซ็นเตอร์ เดสก์ทอป ระบบปริ๊นเตอร์ โกดังสินค้า ระบบปรับอากาศ ฯลฯ เป็นต้น เพื่อหาสาเหตุ และเสนอแนะวิธีการดำเนินการเพื่อให้องค์กรลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกสู่ชั้นบรรยากาศและก้าวสู่การเป็นองค์กรสีเขียวทั้งระบบอย่างเต็มรูปแบบ

7) บริการปรับปรุงและผนวกรวมเซิร์ฟเวอร์ของไอบีเอ็มสำหรับเซิร์ฟเวอร์เวอร์ช่วลไลเซชั่นของ VMware (IBM Server Optimization & Integration Services for VMware server virtualization) เป็นชุดบริการแบบครบวงจรที่ช่วยให้ลูกค้าเพิ่มความยืดหยุ่นของโครงสร้างพื้นฐานด้านเซิร์ฟเวอร์ รวมทั้งเพิ่มอัตราการใช้งานของระบบได้มากถึง 60 เปอร์เซ็นต์ ลดจำนวนบริการที่จะต้องจัดการ  บริการนี้จะช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานได้ถึง 30 เปอร์เซ็นต์ และลดค่าใช้จ่ายโดยรวมในการดูแลรักษาระบบ (Total Cost of Ownership) ได้ถึง 50 เปอร์เซ็นต์

 

นายธนวัฒน์ สุธรรมพันธุ์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธุรกิจบริการ บริษัท ไอบีเอ็ม ประเทศไทย จำกัด กล่าวว่าด้วยวิกฤติการณ์ด้านพลังงานที่ส่งผลกระทบต่อภาคธุรกิจในประเทศ รวมทั้งปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมและโลกร้อนในปัจจุบัน ไอบีเอ็มตระหนักถึงปัญหาที่ภาคธุรกิจและสังคมไทยกำลังเผชิญอยู่ จึงเร่งคิดค้นเทคโนโลยีและพัฒนานวัตกรรมต่าง ๆ เพื่อช่วยให้ภาคธุรกิจ ลดค่าใช้จ่ายรวมทั้งเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการพลังงานภายในองค์กรรวมทั้งการจัดการปัญหาสิ่งแวดล้อมให้ดียิ่งขึ้นนอกจากนั้นนายธนวัฒน์ ยังกล่าวเสริมอีกว่า ด้วยเทคโนโลยีสีเขียว 2.0 แบบครบวงจรที่ไอบีเอ็มนำเสนอในครั้งนี้ เราเชื่อว่าจะช่วยให้องค์กรและภาคธุรกิจต่าง ๆ สามารถเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการพลังงานขององค์กรให้ดียิ่งขึ้น เพื่อพัฒนาสู่การเป็นองค์กรสีเขียวแบบครบวงจรได้อย่างเต็มรูปแบบ

 

ไอบีเอ็มกับความมุ่งมั่นเพื่อสิ่งแวดล้อม

 

ไอบีเอ็มตระหนักดีว่าปัญหาเรื่องการเปลี่ยนแปลงของดินฟ้าอากาศและปัญหาโลกร้อนเป็นปัญหาระดับชาติซึ่งเกี่ยวข้องโดยตรงกับสภาวะของก๊าซเรือนกระจกในชั้นบรรยากาศซึ่งยังสืบเนื่องเกี่ยวโยงมาจากกิจกรรมต่าง ๆ ของมนุษย์ ปัญหาเรื่องโลกร้อนมีผลกระทบโดยตรงต่อคุณภาพชีวิตของสิ่งมีชีวิตทั้งปวงในโลก ด้วยเหตุดังกล่าว ไอบีเอ็มจึงพยายามร่วมมือแก้ปัญหาเรื่องสิ่งแวดล้อมกับบุคคลและหน่วยงานทุกฝ่ายอย่างเต็มที่ และมีนโยบายสนับสนุนกิจกรรมต่าง ๆ ทั้งของภาครัฐและเอกชนทั่วโลก ในความพยายามเพื่อลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกออกสู่ชั้นบรรยากาศอย่างสุดกำลังความสามารถ

 

ด้วยความเชื่อว่าการประหยัดพลังงานคือหัวใจหลักของการลดปัญหาสิ่งแวดล้อม ไอบีเอ็มจึงมุ่งมั่นคิดค้นนวัตกรรมและให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์พลังงานทุกรูปแบบ รวมทั้งพยายามปรับปรุงวิธีการต่าง ๆ ในองค์กรเพื่อให้เกิดการใช้พลังงานที่มีประสิทธิภาพสูงสุดในทุก ๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นขั้นตอนในการปฏิบัติงาน ขั้นตอนทุกด้านที่เกี่ยวข้องกับสินค้าและบริการ นอกจากนั้นแล้ว ไอบีเอ็มยังรณรงค์ให้พันธมิตร คู่ค้าทางธุรกิจ รวมทั้งลูกค้าให้ความสำคัญในเรื่องนี้เช่นเดียวกัน

 

จากอดีตจนถึงปัจจุบัน ไอบีเอ็มถือว่าเป็นองค์กรที่ให้ความสำคัญในกิจกรรมเพื่อสิ่งแวดล้อมมากที่สุดแห่งหนึ่งในโลก โดยทำกิจกรรมต่าง ๆ อย่างจริงจังมากว่า 3 ทศวรรษ เริ่มตั้งแต่การกำหนดนโยบายเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมอย่างชัดเจนในนโยบายของบริษัทมาตั้งแต่พ.ศ 2514 และรณรงค์ในเรื่องดังกล่าวเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน ตัวอย่างของกิจกรรมเพื่อสิ่งแวดล้อมของไอบีเอ็ม ได้แก่

 

1) กิจกรรมเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในขั้นตอนต่าง ๆ ของการปฏิบัติงาน ไม่ว่าจะเป็น

-           การใช้พลังงานที่สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้

-           เพิ่มทางเลือกในการเดินทางและการทำงานแก่พนักงาน

-           ความพยายามลดการปล่อยสารเพอร์ฟลูออโรคอมพาวน์ (Perfluorocompound – PFC) ออกสู่ชั้นบรรยากาศ

-           เพิ่มประสิทธิภาพในระบบลอจิสติคส์

 

2) พัฒนาสินค้าที่ประหยัดพลังงานและมุ่งคิดค้นพัฒนาโซลูชั่นที่เกี่ยวข้องกับดาต้าเซ็นเตอร์ที่ใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ

3) ร่วมมือกับลูกค้าและหน่วยงานต่าง ๆ ในการคิดค้นนวัตกรรมเพื่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดหลักของไอบีเอ็ม 3 ข้อ คือ ความทุ่มเทเพื่อความสำเร็จของลูกค้า การคิดค้นนวัตกรรมที่มีประโยชน์ทั้งต่อองค์กรและต่อโลก และการให้ความไว้วางใจและรับผิดชอบต่อกิจกรรมปฏิสัมพันธ์ต่าง ๆ

 

ผลลัพธ์จากกิจกรรมด้านการประหยัดพลังงานและความเป็นผู้นำกิจกรรมเพื่อสิ่งแวดล้อมของไอบีเอ็มที่ผ่านมา ได้แก่

 

1) ด้านการประหยัดพลังงาน : ด้วยความพยายามอย่างยิ่งยวดในกิจกรรมด้านการประหยัดพลังงานและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของไอบีเอ็มทั่วโลก ทำให้ไอบีเอ็มประสบความสำเร็จสามารถประหยัดไฟฟ้าได้ถึง 4.5 พันล้านกิโลวัตต์-ชั่วโมง รวมทั้งหลีกเลี่ยงการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เกือบ 3 ล้านเมตริกตันออกสู่ชั้นบรรยากาศ ในช่วงปีพ.ศ. 2533-2549 ซึ่งมีผลทำให้ไอบีเอ็มประหยัดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานได้ถึง 290 ล้านเหรียญสหรัฐฯ

หมายเหตุ ผลสำเร็จที่ได้ดังกล่าว รวมโครงการที่เกี่ยวข้องกับการประหยัดพลังงานทุกรูปแบบของไอบีเอ็ม ไม่ว่าจะเป็นการลดหรือหลีกเลี่ยงการใช้พลังงาน แต่ไม่รวมการลดการใช้พลังงานที่มีผลมาจากการลดขนาดของธุรกิจหรือการขายธุรกิจออกไป

 

เพื่อเป็นการต่อยอดจากความสำเร็จดังกล่าว ไอบีเอ็มจึงตั้งเป้าในปีพ.ศ. 2549 ที่มุ่งมั่น ลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของทั้งบริษัทลงให้ได้ 12% ในช่วงปีพ.ศ. 2548-2555 ผ่านกิจกรรม 3 อย่างคือ การประหยัดพลังงาน การใช้พลังงานที่นำกลับมาใช้ใหม่ได้ และ/หรือ การจัดซื้ออุปกรณ์ต่าง ๆ ที่มีประกาศนียบัตรรับรองด้านพลังงาน (Renewable Energy Certificates – RECs) เพื่อทดแทนกิจกรรมด้านการลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขององค์กร

 

2) การใช้พลังงานที่นำกลับมาใช้ใหม่ได้ (Renewable Energy) : การรณรงค์เรื่องการใช้พลังงานที่นำกลับมาใช้ใหม่ได้นั้น ถือเป็นกิจกรรมที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งของไอบีเอ็มในความพยายามลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขององค์กร โดยในช่วงปีพ.ศ. 2548-2549 ไอบีเอ็มได้เพิ่มการจัดซื้อพลังงานแบบดังกล่าวมาใช้ในองค์กรมากถึง 180% โดยการจัดซื้อใช้พลังงานและอุปกรณ์ RECs ด้านนี้ ได้เพิ่มจาก 11 ล้านกิโลวัตต์-ชั่วโมงในปี 2544 เป็น 368 ล้านกิโลวัตต์-ชั่วโมงในปี 2549

 

3) การเพิ่มทางเลือกให้พนักงานในด้านการเดินทาง : ไอบีเอ็มบุกเบิกและรณรงค์กิจกรรมที่สนับสนุนให้พนักงานลดการเดินทางมาเกือบ 20 ปีแล้ว กิจกรรมหลัก ๆ มี 2 โครงการคือ การเปิดโอกาสให้พนักงานทำงานที่บ้าน และเปิดโอกาสให้พนักงานได้ทำงานอย่างอิสระโดยไม่จำกัดที่ทำงาน ปัจจุบัน พนักงานของไอบีเอ็มเกือบ 1 ใน 3 ทั่วโลก (พนักงานทั้งหมดทั่วโลกรวมแล้วมากกว่า 100,000 คน) ใช้ประโยชน์จากกิจกรรมดังกล่าว ด้วยการสนับสนุนจากเครื่องมือทางเทคโนโลยีต่าง ๆ ของฝ่ายบุคคลในการจัดการและตรวจสอบความคืบหน้าของพนักงาน

 

จากการประเมินเฉพาะในไอบีเอ็ม ในสหรัฐอเมริกา โครงการที่ให้พนักงานทำงานที่บ้าน ช่วยบริษัทประหยัดน้ำมันได้ถึง 8 ล้านแกลลอน และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงได้ถึง 61,600 เมตริกตัน ในปี 2549 นอกจากนั้น ไอบีเอ็มยังประเมินว่าบริษัทยังช่วยลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในปีเดียวกันได้อีกถึง 3,600 เมตริกตัน ผ่านการรณรงค์และกิจกรรมต่าง ๆ เช่น การให้รณรงค์ให้พนักงานใช้รถร่วมกัน (Carpooling หรือ Vanpooling) การรณรงค์การใช้จักรยาน หรือ เดิน เป็นต้น

 

ความพยายามลดการปล่อยสาร PFC ออกสู่ชั้นบรรยากาศ

 

ในปี 2541 ไอบีเอ็มถือเป็นบริษัทผู้ผลิตเซมิคอนดัคเตอร์รายแรกของโลกที่ประกาศตั้งเป้าการลดการปล่อยสาร PFC ออกสู่ชั้นบรรยากาศอย่างเป็นรูปธรรม และบรรลุผลสำเร็จตามเป้าหมายในอีก 4 ปีถัดมา ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ไอบีเอ็มได้รับการยอมรับในวงกว้างว่าเป็นผู้นำในเทคโนโลยีดังกล่าวและยังสามารถลดการปล่อยสาร PFC ออกสู่ชั้นบรรยากาศจากการผลิตเซมิคอนดัคเตอร์ลงได้ถึง 55% ในช่วงปี 2543-2549 อีกด้วย

 

การเพิ่มประสิทธิภาพของระบบโลจิสติคส์

 

นอกจากความพยายามในด้านต่าง ๆ เพื่อลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกสู่ชั้นบรรยากาศแล้ว ไอบีเอ็มยังต่อกิจกรรมเพื่อสิ่งแวดล้อมด้วยการพยายามปรับปรุงระบบโลจิสติคส์ของบริษัท ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพ การขนส่งชิ้นส่วน และสินค้าต่าง ๆ ผ่านทางการพัฒนารูปแบบหีบห่อ โดยทำงานร่วมกับผู้จัดส่งสินค้าและคู่ค้าต่าง ๆ  นอกจากนั้น ไอบีเอ็มยังเข้าร่วมโครงการให้ความร่วมมือเพื่อสิ่งแวดล้อมของสหรัฐฯ ในชื่อ สมาร์ทเวย์ (U.S. Environmental Protection Agency’s (EPA) SmartWay Transport Partnership) และรณรงค์ให้พันธมิตรของไอบีเอ็มเข้าร่วมโครงการดังกล่าวเช่นเดียวกัน

 

การคิดค้นเทคโนโลยีเพื่อการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพและเพื่อสิ่งแวดล้อม

 

ที่ผ่านมา ไอบีเอ็มถือเป็นผู้นำด้านการคิดค้นเทคโนโลยีเพื่อการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพและสิ่งแวดล้อม ตัวอย่างนวัตกรรมต่าง ๆ ในเรื่องดังกล่าว ได้แก่

 

1) ไมโครโปรเซสเซอร์ : ประวัติของไอบีเอ็มในเรื่องไมโครโปรเซสเซอร์ เริ่มตั้งแต่การใช้ทองแดงในการเดินสายชิพ หลังจากนั้น ไอบีเอ็มได้นำเสนอนวัตกรรมด้านไมโครโปรเซสเซอร์ถึง 10 ชิ้นในรอบ 10 ปี ที่ผ่านมา รวมทั้งมุ่งมั่นผลิตอุปกรณ์อิเลคโทรนิคส์ที่มีขนาดเล็ก ราคาถูก ทำงานได้ดี และประหยัดพลังงาน ตัวอย่างของไมโครโปรเซสเซอร์ของไอบีเอ็มที่ถูกออกแบบมาเพื่อการประหยัดพลังงาน ได้แก่ แอร์แกป ไมโครโปรเซสเซอร์ (Airgap Microprocessor)  และ เพาเวอร์ซิกส์ ไมโครโปรเซสเซอร์ (POWER6 Microprocessor) ซึ่งเป็นโปรเซสเซอร์ที่เร็วที่สุดในโลกและมีจุดเด่นเรื่องการประหยัดพลังงานสูง เป็นต้น

 

2) สินค้าที่เน้นหนักด้านการประหยัดพลังงาน : ไอบีเอ็มมีนโยบายด้านการปกป้องสิ่งแวดล้อมและประหยัดพลังงานรวมอยู่ในขั้นตอนการออกแบบและผลิตสินค้าของบริษัทฯ ตั้งแต่ปี 2534 เป็นต้นมา ตัวอย่างของกลุ่มผลิตภัณฑ์ไอบีเอ็มที่เน้นหนักด้านการประหยัดพลังงาน (Cool Blue Portfolio) ได้แก่ ซอฟท์แวร์ แอคทีฟ เอเนอร์จี แมเนเจอร์ หรือซอฟท์แวร์ที่ใช้ช่วยตรวจสอบและจัดการกาารใช้พลังงานในดาต้าเซ็นเตอร์ เรียร์ ดอร์ ฮีท เอ็กซ์เชนเจอร์ หรือระบบทำความเย็นด้วยน้ำเย็นผ่านประตูในดาต้าเซ็นเตอร์แทนที่จะใช้พัดลมหรือระบบไฟฟ้า เป็นต้น

 

3) ดาต้าเซ็นเตอร์ประหยัดพลังงาน : ไอบีเอ็มถือเป็นผู้นำทางด้านนวัตกรรมที่เกี่ยวข้องกับการประหยัดพลังงานมากว่า 40 ปี ไม่ว่าจะเป็นการคิดค้นระบบระบายความร้อนในคอมพิวเตอร์เมนเฟรมในผ่านมาอดีต การพัฒนา บลู ยีน ซุปเปอร์คอมพิวเตอร์ที่ประหยัดพลังงาน มาจนถึงการคิดค้นนวัตกรรมที่เกี่ยวข้องกับดาต้าเซ็นเตอร์ที่ใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพในปัจจุบัน ล่าสุด ไอบีเอ็มมีนโยบายใช้เงินลงทุนกว่า 1 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ทุกปีในทุก ๆ กลุ่มธุรกิจ สำหรับด้านการพัฒนาดาต้าเซ็นเตอร์ประหยัดพลังงาน โดยไอบีเอ็มใช้ข้อได้เปรียบของตัวเอง จากความเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยี และนำนวัตกรรมและความเชี่ยวชาญของตนไปเพิ่มขีดความสามารถของระบบคอมพิวเตอร์ในดาต้าเซ็นเตอร์ของไอบีเอ็มเองให้เพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าโดยไม่ใช้พลังงานเพิ่มขึ้นแต่อย่างใด ตัวอย่างของเทคโนโลยีด้านการจัดการพลังงานในดาต้าเซ็นเตอร์ดังกล่าวได้แก่  ไอบีเอ็ม ดาต้าเซ็นเตอร์ เอเนอจี เอฟฟิเชียนซี่ แอสเซสเมนท์ หรือบริการประเมินการใช้พลังงานในดาต้าเซ็นเตอร์ขององค์กรที่ช่วยลดการใช้พลังงานลงได้ถึง 40 % โมบาย เมเชอร์เมนท์ เทคโนโลยี หรือเทคโนโลยีระบบวัดและจัดการความร้อนในดาต้าเซ็นเตอร์แบบสามมิติ เป็นต้น

 

กิจกรรมตัวอย่างของไอบีเอ็มที่เกี่ยวข้องกับดาต้าเซ็นเตอร์

 

ด้วยพื้นที่ในการใช้งานดาต้าเซ็นเตอร์กว่า 8 ล้านตารางฟุตของไอบีเอ็มทั่วโลก ไอบีเอ็มถือว่าเป็นเจ้าของดาต้าเซ็นเตอร์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ด้วยเหตุดังกล่าว ไอบีเอ็มจึงใช้เทคโนโลยีของตัวเองแก้ปัญหาด้านการจัดการพลังงานในดาต้าเซ็นเตอร์ เพื่อเป็นกรณีศึกษาแก่องค์กรอื่น ๆ  เช่น การควบรวมเซิร์ฟเวอร์กว่า 3,900 ตัวให้เข้ามาอยู่ในคอมพิวเตอร์เมนเฟรม หรือซิสเต็ม ซี (System z) เพียง 30 ตัว (ซึ่งทำงานอยู่บนระบบปฏิบัติการลินึกซ์ และเทคโนโลยีเสมือน - Virtualization) ซึ่งผลจากการควบรวมเซิร์ฟเวอร์ดังกล่าว ทำให้ไอบีเอ็มลดการใช้พลังงานลงได้ถึง 80% รวมทั้งประหยัดค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับค่าไฟ ค่าไลเซนส์ซอฟท์แวร์และค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ลงได้อย่างมาก เป็นต้น

 

ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับกิจกรรมอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมต่าง ๆ และโซลูชั่นด้านการประหยัดพลังงานของไอบีเอ็ม สามารถเยี่ยมชมได้ที่ http://www.ibm.com/ibm/environment หรือ http://www.ibm.com/green

 

 

 

 

 

 

 

ข่าวประชาสัมพันธ์ , ,

Reader:450

  1. No comments yet.
  1. No trackbacks yet.