
บริษัท เจ มาร์ท จำกัด (มหาชน) ตัวแทนจำหน่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ และอุปกรณ์เสริมชั้นนำของเมืองไทย โดยนายอดิศักดิ์ สุขุมวิทยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ได้จัดงาน “แถลงข่าวนโยบายบริหารธุรกิจและทิศทางการตลาดของกลุ่มบริษัท เจ มาร์ท ปี 2553” ตั้งเป้าส่วนแบ่งทางการตลาดเพิ่ม 40 % เพื่อตอกย้ำการเป็นผู้นำตลาดค้าปลีกโทรศัพท์มือถือครบวงจร
นายอดิศักดิ์ สุขุมวิทยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เปิดเผยว่า “เจ มาร์ท ประกาศความเป็นผู้นำในธุรกิจการจัดจำหน่ายโทรศัพท์มือถือ ในประเทศไทย โดยในปี 2553 มีแผนจะขยายเครือข่ายการจัดจำหน่ายให้ครอบคลุมทั่วประเทศแบบเต็มรูปแบบ ตั้งเป้าผลประกอบการเติบโตอีก 40% จากส่วนแบ่งทางการตลาด 12% (คิดจากมูลค่า) พร้อมกันนี้ได้เปิดตัวผู้บริหารท่านใหม่ คุณศิริชัย ลาภมหานนท์ เข้ามาเสริมตำแหน่ง รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร โดยรับผิดชอบส่วนงานการตลาดและการขาย ทั้งในส่วนของการจัดจำหน่ายโทรศัพท์มือถือ บริหารพื้นที่เช่า (IT Junction) และธุรกิจใหม่อื่น ๆ ซึ่งจะส่งผลให้บริษัทฯมีความแข็งแกร่งด้านระบบการขายและการตลาดมากยิ่งขึ้น บวกกับกลยุทธ์ที่จะใช้ในปี 2553 นี้ มั่นใจว่าจะสามารถบรรลุเป้าหมายมีผลประกอบการเติบโตขึ้น 40% ในปีนี้
“ถึงแม้สภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบัน จะส่งผลกระทบต่อการจับจ่ายใช้สอยของผู้บริโภคใน หลายๆ อุตสาหกรรมก็ตาม แต่ในส่วนของอุตสาหกรรมโทรศัพท์มือถือ ยังคงมีอัตราการเจริญเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยตลาดยังคงมีการเจริญเติบโตในส่วนของตลาดเครื่องทดแทนเครื่องเก่า และที่สำคัญไปกว่านั้น พฤติกรรมของผู้บริโภคจะยังคงมองหาการใช้งานที่ต้องการ ความเร็วในการรับส่งข้อมูลที่สูงมากขึ้น และ การใช้งาน ในส่วนของ Social Networking ซึ่งกำลังเป็นที่นิยมกันอย่างแพร่หลาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มวัยรุ่น ส่งผลให้ตลาดรวมโทรศัพท์มือถือยังคงมีการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง “

เพื่อตอกย้ำความเป็นผู้นำตลาด ในปีนี้ บริษัทฯ ได้ ให้ความสำคัญในเรื่องของ One Stop Services โดยประกาศถึงความครบเครื่องเรื่องอุปกรณ์สื่อสาร อย่างแท้จริง มีสินค้าให้เลือกทุกระดับ และทุกยี่ห้อ โดยได้รับการจัดอันดับให้เป็นผู้ค้าโทรศัพท์มือถือ อันดับ 1 ในทุกแบรนด์ พร้อมทั้งเป็นผู้จำหน่าย และกระจายสินค้ารวมถึงบริการของผู้ให้บริการ (Operator) ทุกระบบ อีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เจ มาร์ท ได้รับความไว้วางใจจากลูกค้าคือ คุณภาพในการให้บริการ และ บริการเสริมต่าง ๆ ภายในร้าน เจ มาร์ท ที่ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าไม่ว่าจะเป็น Mr. Mobile โครงการซื้อขายแลกเปลี่ยนเครื่องมือสอง ที่ตอบโจทย์ลูกค้าในส่วนของความสะดวกสบาย เมื่อต้องการซื้อเครื่องใหม่ที่เจ มาร์ท และได้รับการตีราคาเครื่องที่รับเปลี่ยน อย่างมีมาตรฐาน พร้อมกันนี้ลูกค้ายังสามารถเลือกซื้อสินค้ามือสองที่รับประกันโดย เจ มาร์ท ได้อย่างคุ้มราคา และมั่นใจในคุณภาพ
Phone Insure โครงการประกันภัยมือถือ ชั้น 1 ที่ให้ลูกค้าอุ่นใจได้เมื่อเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน กับมือถือที่ตนเองรัก โดยสามารถเปลี่ยนโทรศัพท์มือถือได้จริง
Club Mobile Plus โครงการบัตรสมาชิกรูปแบบใหม่ที่ให้ลูกค้าได้รับสิทธิพิเศษมากมาย ไม่ว่าจะเป็น ระยะเวลาการรับประกันการเปลี่ยนเครื่องที่นานขึ้น, ส่วนลดการซื้อสินค้า, และมูลค่าการขายคืนที่สูงขึ้น เมื่อต้องการเปลี่ยนเครื่องใหม่ที่ เจ มาร์ท
นอกจากเรื่องความครบเครื่องเรื่องอุปกรณ์สื่อสาร และ คุณภาพในการนำเสนอบริการในรูปแบบใหม่ ๆ แล้ว ในเรื่องของช่องทางการจัดจำหน่าย เจ มาร์ท ยังคงมีการขยายช่องทางการจัดจำหน่ายอย่างต่อเนื่อง
ช่องทางการค้าปลีก ยังคงมีการขยายสาขาอย่างต่อเนื่อง และยิ่งไปกว่านั้นในส่วนของหน้าร้าน ยังคงปรับปรุงการให้บริการผู้บริโภคอย่างต่อเนื่อง โดยในปีนี้จะเพิ่มจำนวนของ Sales Promoter ของแต่ละแบรนด์ให้มากขึ้นเพื่อให้สามารถให้ข้อมูลแก่ลูกค้าได้อย่างครบถ้วน
IT Junction เป็นอีกช่องทางที่มีการขยายมาตั้งแต่ปี 2552 ซึ่งเป็นการบริหารพื้นที่ขายโทรศัพท์มือถือ โดยในปัจจุบัน เจ มาร์ท ให้บริการพื้นที่เช่าทั้งหมด 27 สาขา ทั่วประเทศ โดยมีผู้เช่าพื้นที่ IT Junction โดยรวมทั่วประเทศกว่า 600 ราย นับเป็นผู้ให้บริการพื้นที่เช่าสำหรับตลาดโทรศัพท์มือถือ ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย โดยบริหารพื้นที่โดยรวมกว่า 10,000 ตร.ม.
โครงการใหม่อีกหนึ่งโครงการที่จะเกิดขึ้นในปีนี้คือ Jay Mart Partner เป็นโครงการที่เจ มาร์ท มองเห็นถึงความต้องการของผู้ค้าปลีกรายย่อย ที่ต้องการตราสินค้า ระบบการบริหารงาน สินค้า การสนับสนุนช่องทาง และการสนับสนุนด้านการลงทุน โดยผู้ลงทุนในโครงการนี้ จะได้สิทธิในการใช้ตรา Jay Mart Partner ซึ่งเป็นการรับประกันถึง มาตรฐานการให้บริการ มาตรฐานของสินค้า และรวมถึงบริการต่าง ๆ ที่เทียบเท่าร้านเจ มาร์ท ซึ่งจะทำให้ผู้ลงทุน ได้รับความรู้ การสนับสนุนในเรื่องผลิตภัณฑ์ การบริหารงาน การสนับสนุนช่องทาง และการสนับสนุนด้านเงินลงทุน อย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งจะทำให้ผู้ลงทุนสามารถเพิ่มยอดขายและผลกำไรได้มากขึ้น
นายปิยะ พงษ์อัชฌา ผู้อำนวยการบริหารสายการตลาด บริษัท เจ เอ็ม ที เน็ทเวอร์ค เซอร์วิสเซ็ส จำกัด ในเครือ บริษัท เจ มาร์ท จำกัด (มหาชน) ผู้ดำเนินธุรกิจรับติดตามหนี้สินมากว่า 15 ปี ได้ให้สัมภาษณ์ถึงผลการดำเนินงานของธุรกิจของ JMT นายปิยะฯ ได้กล่าวถึงข้อมูลเกี่ยวกับยอดสรุปภาพรวมในการซื้อหนี้ปี 2552 ที่ผ่านมาอยู่ที่ 4,300 ล้าน ซึ่งเป็นไปตามเป้าหมาย และในปี 2553 จะทำการซื้อเพิ่มขึ้นเป็น 6,000 ล้านบาท สำหรับหนี้ประเภทที่ทางบริษัทฯ ให้ความสนใจที่จะทำการรับซื้อจะเป็น Consumer Loan ประเภทสินเชื่อส่วนบุคคล, บัตรเครดิต, สินเชื่อเช่าซื้อ, สินเชื่อเงินสด และในปี 2553 ทางบริษัทฯ มีความประสงค์ที่จะซื้อหนี้ประเภทสินเชื่อรถ เพิ่มขึ้นอีกด้วย
Reader:

